อาหารแก้ปวดหัวไมเกรน มีอะไรบ้าง กินแล้วช่วยได้แค่ไหน?

เคยเป็นกันไหม เวลาที่ตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกปวดหัวตุ๊บจนแทบจะร้องระเบิดออกมา โดยเฉพาะอาการปวดที่มากับการปวดเพียงข้างเดียวหรือปวดทั้งสองข้าง ซึ่งอาการนี้ หากเป็นเข้าแทบทุกๆ วัน ก็ให้รู้เอาไว้เลยว่า นี่เรากำลังเผชิญอยู่กับโรคไมเกรนเข้าแล้วนั่นเอง


ซึ่งอาการของโรคไมเกรนนั้น เกิดจากความผิดปกติชั่วคราวของสมองที่มีผลกระทบต่อเส้นประสาท สารเคมี และหลอดเลือดในสมอง โดยในไทยเอง โรคนี้ก็ถือว่าเป็นโรคยอดฮิตอันดับต้นๆ ในไทยเช่นเดียวกัน ทั้งยังพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย


วันนี้เรามีเคล็ดลับดีๆ มาฝากทุกคนกัน ป่วยก็ต้องดูแลตัวเอง ซึ่งการดูแลตัวเองไม่ได้จำกัดอยู่ที่การกินยาหรอกนะ ต้องดูแลให้ครบทุกด้าน ซึ่งวันนี้เราจะมาดูเรื่องอาหารการกินกัน มาดูกับว่าปวดหัวไมเกรนต้องทานอาหารแบบไหน กินแล้วสุขภาพโดยรวมคุณจะดีขึ้นและช่วยบรรเทาอาการปวดหัวจากไมเกรนได้จริง!

You are what you eat : สิ่งที่เรารับประทานเข้าไปมีผลกับร่างกายเราเสมอ กับอาหารไมเกรนก็เช่นกัน

อาหารแก้ไมเกรน: เป็นไมเกรนควรกินอะไร


โดยอาหารต้านไมเกรนที่จะช่วยรักษาอาการไมเกรนได้นั้นก็มีมากมายหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น


1. อาหารหมวดหมู่แป้งและธัญพืช


อาหารในกลุ่มนี้ที่สามารถรับประทานได้ ได้แก่

  • กลุ่มธัญพืชประเภท ข้าว สามารถรับประทานได้ ยิ่งทานข้าวกล้องได้จะดีมาก
  • ซีเรียลต่างๆ ที่ไม่ใส่สารปรุงแต่ง หรือสารให้ความหวานแทนน้ำตาลจำพวกสารเคมี เช่น แอสปาแตม อะซีซัลเฟมเค
  • ขนมเบเกอรี่ที่ไม่ใส่สารปรุงแต่ง หรือสารให้ความหวานแทนน้ำตาลจำพวกสารเคมี
  • ขนมปัง แครกเกอร์ หรือมันฝรั่งอบกรอบที่ไม่มีการแต่งกลิ่นและรสชาติ 


หลักๆ แล้วจะสังเกตว่าสามารถรับประทานกลุ่มจำพวกแป้งได้หลายอย่างเลย เพียงแต่ต้องจำไว้ว่าให้หลีกเลี่ยงสารปรุงแต่ง สารเคมี สารให้ความหวานแทนน้ำตาล ผงปรุงที่มีโซเดียมสูงทั้งหลายเท่านั้นเอง


2. อาหารหมวดหมู่โปรตีน เนื้อสัตว์ และถั่ว


อาหารในกลุ่มนี้ที่สามารถรับประทานได้ ได้แก่

  • เนื้อปลาที่มีกรดไขมันที่มีประโยชน์ เช่น แซลมอน
  • เนื้อสัตว์ที่สดใหม่ พวกเนื้อวัว เนื้อไก่ เนื้อปลา เนื้อแกะ เนื้อหมูต่างๆ 
  • เมล็ดฟักทอง 
  • เมล็ดทานตะวันรสธรรมชาติ


จริงๆ ก็คือการทานเนื้อสัตว์ตามปกติ แต่ให้เน้นความสดใหม่ ไม่พยายามรับประทานอาหารที่มีการปรุงแบบหนักหน่วงเกินไปเป็นใช้ได้


3. ซอสและเครื่องปรุงต่างๆ

อาหารในกลุ่มนี้ที่สามารถรับประทานได้ ได้แก่

  • พวกซอสปรุงรสต่างๆ ที่ปราศจากสารปรุงแต่งและสารเคมีกันเสียเพิ่มเติม ยิ่งทำเองแบบโฮมเมดสดๆ ยิ่งดี 
  • น้ำสลัดควรเป็นแบบน้ำมันมะกอก กับพวกน้ำส้มสายชูหมักชนิดต่างๆ


4. ผักและผลไม้แก้ไมเกรน 


จริงๆ หมวดหมู่นี้เรียกว่าไม่ต้องพูดเยอะ ทุกคนก็รู้ดีอยู่แล้วถึงประโยชน์ของการรับประทานผัก ผลไม้ ไม่ว่าเราจะอ่านตำราไหน เราก็จะพบว่าการรับประทานผัก ผลไม้เป็นประจำนั้นดีกับสุขภาพอย่างมาก เอาเป็นว่าการกินผัก ผลไม้ เป็นเรื่องที่ควรทำอยู่แล้ว วันนี้เราเลยจะลองลิสท์ผักผลไม้ที่ดีต่ออาหารไมเกรนกัน

  • มะเดื่อฝรั่ง (อาจจะหายากไปสักนิด ลองเสริชกูเกิลดูหน้าตาของมันกันนะ)
  • ผักประเภทหัว เช่น แครอท มันฝรั่งหวาน
  • กะหล่ำปลีเขียว ผักกาด คะน้า (ผักใบเขียวอื่นๆ)
รับประทานผักผลไม้เพื่อรับวิตามินและเกลือแร่ที่จำเป็น


4. อื่นๆ 


นอกจากอาหารในหมวดหมู่ต่างๆ แล้ว ยังมีเครื่องดื่มและอาหารบางจำพวกที่เหมาะกับคนเป็นไมเกรน

  • กาแฟ (ไม่ใช่แบบใส่ครีมเทียม น้ำตาลเทียม)
  • น้ำขิงหรือขิงสด
  • อาหารที่มีแมกนีเซียมสูง เช่น ดาร์กช็อคโกแล็ต อโวคาโด เต้าหู้

กาแฟถือเป็นอาหารที่เป็นมิตรกับอาหารไมเกรน เพราะกาแฟมีคาเฟอีน ซึ่งก็ถือว่าเป็นสารอีกรูปแบบหนึ่งที่ช่วยบรรเทาอาการแก้ปวดหัวได้ดีอีกด้วยเช่นเดียวกัน แต่ต้องรับคาเฟอีนเข้าไปในปริมาณที่พอดิบพอดีด้วยนะ เพราะถ้าหากว่าเทคเข้าไปเกินลิมิตก็จะก่อให้เกิดอาการไมเกรนตามมาได้ด้วยเช่นกัน 

ซึ่งจากผลการวิจัยของ American Migraine Foundation ก็ได้แนะนำว่าคนที่เป็นไมเกรนควรจะรับคาเฟอีนเข้าร่างกายไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งหากเกินนี้อาจจะไปเป็นตัวกระตุ้นทำให้เกิดอาการไมเกรนตามมาแทนนั่นเองล่ะ


อาหารแก้ไมเกรน: เป็นไมเกรนห้ามกินอะไร


แล้วมีอาหารประเภทไหนบ้างล่ะที่คนเป็นไมเกรนไม่ควรทาน! อาจจะไม่ถึงขั้นกินไม่ได้ แต่เลี่ยงได้จะดีที่สุดนั่นเอง


– แครกเกอร์ที่มีรสชาติต่างๆ โดยเฉพาะ แครกเกอร์รสเชดดาร์ชีส
– ขนมปังจากร้านเบเกอรี่ต่างๆ ที่มีการปรุงแต่งรสชาติแบบหนักหน่วง
– พิซซ่า
– มันฝรั่งรสชาติต่างๆ
– เพรทเซล
– เครื่องในสัตว์
– ขนมปังเนื้อต่างๆ
– เนื้อหมักต่างๆ
– ป๊อปคอร์นที่มีรสชาติ
– เนยถั่ว
– มันบดแบบมีน้ำเกรวี่
– ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว
– ถั่วลิมา
– ถั่วขาว
– หัวหอม
– ผักดอง
– อาหารแช่แข็งหรือสำเร็จรูป


ต้นเหตุในการกระตุ้นให้เกิดอาการปวดไมเกรน 


นอกจากประเด็นในเรื่องของการทานอาหาร อาการปวดไมเกรนยังเกิดจากการกินจุกกินจิกระหว่างวัน ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้นได้อีกเช่นกัน อีกทั้งจากผลการวิจัยจาก American Migraine Foundation ยังกล่าวอีกว่าการที่มีน้ำหนักตัวเพิ่มสูงขึ้นก็ยังคงทำให้อาการไมเกรนในบุคคลแย่ลงอีกด้วยเช่นเดียวกัน


นอกเหนือจากนี้ลิสท์อาหารที่ได้สรุปไว้ อาจจะไม่ได้เข้ากับทุกคน เพราะร่างกายของแต่ละคนอาจจะมีปฏิกิริยากับอาหารเหล่านี้แตกต่างกันออกไป อาหารบางอย่างอาจจะเหมาะกับคนหนึ่ง แต่กับอีกคนหนึ่งอาจจะไม่เหมาะ แบบนี้เป็นต้น ดังนั้นใครที่เป็นไมเกรนควรบันทึกมื้ออาหารว่าเรากินอะไรไป เพื่อดูปฏิกิริยาของร่างกายว่าอาหารไมเกรนของเราดีขึ้นหรือแย่ลงตามอาหารที่รับประทานไปอย่างไร


ปัจจัยอื่นๆ ที่มักจะกระตุ้นให้เกิดอาการปวดไมเกรน


นอกจากเรื่องของอาหาร ยังมีอยู่อีกหลายปัจจัยเช่นกันที่เป็นตัวการกระตุ้นให้เกิดอาการไมเกรน ซึ่งได้แก่


การเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมรอบข้าง ทำให้เกิดความเครียด ความกดดันต่างๆ นานาตามมา


ฮอร์โมน การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนโดยเฉพาะในผู้หญิงก็ก่อให้เกิดอาการไมเกรนตามมาได้เช่นกัน หรือแม้กระทั่งในหญิงตั้งครรภ์เองก็ด้วย เพราะจะมีฮอร์โมนขึ้นๆ ลงๆ ต่างกันไป


ตัวกระตุ้นอื่นๆ อย่างเช่นแสงที่สว่างจ้าเกินไป กลิ่นควันบุหรี่ หรือแม้แต่เสียงที่ไม่พึงประสงค์หรือดังจนเกินไปก็ก่อให้เกิดอาการไมเกรนตามมาได้ด้วยเช่นกัน


ความเครียด ไม่ว่าจะเป็นความเครียด การเจ็บป่วยขั้นรุนแรง การนอนไม่หลับเรื้อรังหรือแม้กระทั่งการออกกำลังกายหนักๆ เหล่านี้ก็ก่อให้เกิดอาการไมเกรนตามมาได้หมดเลย

ตัวกระตุ้นให้เกิดอาการไมเกรน อาจแตกต่างไปในแต่ละบุคคล
ควรมีการสังเกตอาการและรับการวินิจฉัยโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

การรักษาไมเกรนในรูปแบบอื่นๆ


นอกเหนือจากการดูแลตัวเองในเรื่องของการเลือกรับประทานให้ถูกหลักแล้ว ยังมีวิธีที่เป็นทางเลือกอีกหลายวิธีสำหรับคนที่โดนปัญหาปวดหัวไมเกรนรังควาน ทำให้คุณภาพของชีวิตเสื่อมถอย ซึ่งวิธีเหล่านี้เป็นวิธีที่แนะนำโดยแพทย์ที่รับรองว่าปลอดภัย ได้แก่

  • การฉีดท็อกซิน วิธีนี้จะช่วยลดการกระตุ้นเส้นประสาทที่ส่งผลให้เราเกิดอาหารปวดหัวให้บรรเทาลง
  • Occipital nerve stimulation (ONS) เป็นการสอดเครื่องมือเข้าไปในจุดที่กระตุ้นให้เกิดไมเกรนนั่นเอง แค่ฟังก็น่ากลัวแล้ว ดังนั้นวิธีนี้จะเป็นวิธีที่ไม่แพร่หลายเท่าการฉีดโบท็อกซ์ และแพทย์จะแนะนำสำหรับคนที่ปวดหัวหนักมากจริงๆ เท่านั้น


สรุป


หากใครที่มีอาการปวดหัวจากไมเกรนบ่อยๆ แล้วไม่อยากจะรับประทานยาเพื่อไปช่วยบรรเทาอาการไปซะทุกครั้งล่ะก็ ข้อมูลอาหารไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผัก ผลไม้ต้านไมเกรน เนื้อสัตว์ ธัญพืช โปรตีน ถั่ว ซอสเครื่องปรุงต่างๆ ที่เราได้นำมาบอกเล่าให้ฟังในวันนี้ จะเป็นแนวทางเสริมในการแก้ปัญหาอาการปวดไมเกรนให้กับทุกคนได้แบบชั้นดี แค่เพียงลองนำข้อมูลอาหารแก้ไมเกรน หรือแม้กระทั่งผลไม้แก้ไมเกรนที่เรานำมาฝากในวันนี้ไปลองรับประทานกันดูสิ แล้วทุกคนจะรู้เลยว่า อาการไมเกรนนั้นแก้ได้ไม่ได้ยากเสมอไป หากเราเลือกรับประทานอาหารเพื่อบรรเทาได้ถูกหลัก

ปัจจุบันคนไทยเองก็มีอาการปวดหัวจากไมเกรนเยอะขึ้นอย่างสูงมากไม่เว้นแต่ละปี การหันมาดูแลรักษาต้านอาการปวดไมเกรนด้วยการรับประทานอาหารที่ช่วยลดอาการปวดไมเกรนนั้นจึงถือเป็นการแก้ปัญหาอาการปวดที่เหล่าคุณหมอชั้นนำก็ได้การันตีเป็นเสียงเดียวกันแล้วด้วยว่า การกินอาหารอย่างถูกต้องจะช่วยให้อาการของไมเกรนทุเลาลง ช่วยให้ความถี่ในการอาการปวดหัวลดน้อยลง อย่ารอช้า สุขภาพของคุณสำคัญ!

รักษาไมเกรน

รักษาไมเกรนด้วยท็อกซิน ทางเลือกใหม่คืนคุณภาพชีวิต

แม้ไมเกรนจะรักษาไม่หายขาด แต่สามารถบรรเทา และลดความถี่ของอาการไมเกรนลงได้ถึง 90 เปอร์เซ็นต์!!! หรือเรียกว่าแทบจะหายไปเลยล่ะ! แต่ก่อนที่เราจะบอกวิธีการนั้น เราขอเล่าถึงที่มาของเจ้าโรคแสนทรมานนี้ให้ทุกคนได้เข้าใจกันก่อน

‘ไมเกรน’ เกิดจากตัวกระตุ้นเช่น ความเครียด พักผ่อนน้อย และการนั่งทำงานอยู่หน้าจอคอม ที่ทำให้เราได้รับแสงสีฟ้าในระยะเวลานานๆ ติดต่อกันเป็นประจำ จึงทำให้เกิดการเกร็งของกล้ามเนื้อแบบไม่รู้ตัว เมื่อเลือดกับออกซิเจนเองก็ไม่สามารถขึ้นไปไหลเวียนในศีรษะได้สะดวก จึงทำให้เราปวดหัวไมเกรน โดยมักมีอาการปวดข้างเดียวร้าวไปถึงเบ้าตา บางทีหนักไปถึงสองข้าง มีเสียงวูบวาบในตา เกิดตาพร่ามัว คลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย  หายปวดแล้วก็ยังอ่อนเพลียถึงขั้นนอนซมทำงานไม่ได้เลยก็มี ดังนั้น สำหรับใครที่เบื่อการกินยาบ่อยๆ ปวดท้องโรคกระเพาะเนื่องมาจากการกินยา และกำลังมองหาหนทางที่จะช่วยบรรเทาอาการเหล่านี้ได้ การฉีดโบทอกซ์เพื่อรักษาไมเกรน TOXIN TYPE Aนี่แหละ คือวิธีที่ใช่สำหรับคุณ!!

TOXIN TYPE A คืออะไร?

TOXIN TYPE A หรือรู้จักกันดีว่า “ท็อกซิน”  เป็นสารสกัดจากแบคทีเรียชื่อ Clostridium botulinum  ออกฤทธิ์สกัดกั้นการส่งผ่านสารสื่อประสาทที่บริเวณกล้ามเนื้อ จึงทำให้การหดตัวของกล้ามเนื้อลดลงจึงเกิดการคลายตัวของกล้ามเนื้อ สารท็อกซินนี้ไม่ได้ช่วยแค่เรื่องเพิ่มความสวยงามและปรับรูปหน้าในแวดวงของวงการแพทย์ความงามเท่านั้น แต่ท็อกซินยังสามารถช่วยบรรเทาอาการของโรคอื่นทางระบบประสาทและสมองได้อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นอาการเคลื่อนไหวผิดปกติ กล้ามเนื้อแข็งเกร็งผิดปกติ  ภาวะนอนกัดฟัน รวมไปถึงใช้ในการรักษาโรคไมเกรน โรคปวดหัว โรคปวดต้นคอกลุ่มออฟฟิตซินโดรมอีกด้วย การรักษาไมเกรนด้วยการฉีดท็อกซินผ่านการรับรองจากสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี 2010 และใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก 

ทำไม TOXIN TYPE Aถึงรักษาไมเกรนได้นะ?

เมื่อฉีด TOXIN TYPE Aแล้ว เจ้าท็อกซินนั้นจะไปยับยั้งการปล่อยสาร Acetyl Choline ที่ปลายประสาท ตัวกลางในการส่งสัญญาณความเจ็บปวดไปยังสมองที่ต่อกับกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อที่หดเกร็งอยู่คลายตัวลง  เพราะเหตุนี้ท็อกซินจึงช่วยลดความรุนแรงของอาการปวดหัว และอาการอื่นๆ ของไมเกรนได้เป็นอย่างดี ลดความถี่และความรุนแรงอาการปวดไมเกรนได้มากกว่า 90% ยาวนานถึง 4-6 เดือน โดยที่ไม่จำเป็นต้องทานยาอีก ผลต่อเนื่องจากการลดการใช้ยาแก้ปวดจึงลดภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากการกินยาแก้ปวดเป็นระยะเวลานานได้ด้วย ไม่ต้องเสี่ยงกับภาวะโรคกระเพาะอาหารอักเสบ แผลในกระเพาะอาหาร และความผิดปกติค่าตับและไต เป็นต้น 

รักษาไมเกรนด้วย TOXIN TYPE A ได้ที่ไหน?

สำหรับคนที่สนใจการรักษาไมเกรนด้วยวิธีฉีดท็อกซิน สามารถเข้ามาพูดคุย ปรึกษาปัญหา พร้อมทำความเข้าใจ และรับการรักษาไมเกรนเรื้อรังและออฟฟิตซินโดรม ได้ที่ BTX migraine center เอยาคลินิก ตรวจรักษาโดยนายแพทย์ปริญญ์ บุญชัด แพทย์เฉพาะทางด้านสมอง เปิดทำการช่วงเวลา 11.00-20.30 น. หรือโทรสอบถามได้ที่ 090-970-0447 หรือ Line : @ayaclinic

เคล็ดลับวัยทำงานห่างไกลไมเกรน

3 เคล็ดลับการใช้ชีวิตช่วงวัยทำงานให้ห่างไกลไมเกรน

ใช่แล้วค่ะ ‘ไมเกรน’ ไม่ใช่โรคใหม่ หรือโรคที่น่ากลัวแต่อย่างใด เพราะทุกคนต่างเห็นและได้ยินกันบ่อยๆ แต่เคยคิดไหมคะว่า ไมเกรนที่เราคิดว่ามันเป็นโรคปวดหัวแสนธรรมดาเนี่ย สามารถส่งผลให้เราเสียงานเสียการ เสียคุณภาพชีวิตที่เราสามารถใช้มันได้อย่างเต็มที่สุดเหวี่ยง ดังนั้นวันนี้เราจึงขอพาทุกคนไปดูสาเหตุหลักของการกระตุ้นที่ทำให้เกิด พร้อมทริคการใช้ชีวิตช่วงวัยทำงานอย่างไรให้ห่างไกลไมเกรน

อาการทางอารมณ์

ความเครียด ความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า หรือความตื่นเต้น ก็เป็นตัวกระตุ้นชั้นดีที่ทำให้เราเป็นไมเกรนได้ ดังนั้น หากรู้ตัวว่าเราเริ่มคิดมาก หรือเครียด ให้รับโทรนัดเพื่อน หรือคนรัก ให้รีบออกไปหากิจกรรมอื่นๆ ทำกัน เช่น ดูหนัง ออกกำลังกาย กินข้าว หรือยกคอมไปเปลี่ยนบรรยากาศที่ทำงานใหม่ จะสามารถช่วยลดอาการตึงเครียดของเราได้เป็นอย่างดี

อาการทางร่างกาย

พยายามหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่สว่างจ้านานๆ หรืออยู่ในที่เสียงดัง และหากใครที่ต้องทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ ให้หาต้นไม้สีเขียวมาประดับเพื่อพักสายตา และพยายามทำงานให้มีลิมิตเวลา โดยตั้งแต่เวลานอน และเวลาตื่นไว้ให้ได้ 6-8 ชั่วโมงต่อวัน เพราะการพักผ่อนน้อยก็เป็นปัจจัยหนึ่งเหมือนกัน เชื่อเถอะค่ะว่า ตื่นมาคุณจะสมองแล่น สามารถทำงานได้เร็วและดีกว่าเดิมอีกด้วย 

อาหารที่กิน

ต้องรับประทานอาหารให้ตรงเวลา ดื่มน้ำเยอะๆ พยายามหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์หรือเครื่องดื่มคาเฟอีน หรือกินเฉพาะงาน หรือคราวพิเศษ  หลีกเลี่ยงอาหารที่มีผงชูรส บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่เป็นตัวกระตุ้นอาการไมเกรนให้กำเริบ ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะมีวิธีการรักษาใหม่ๆ ที่ดีมาก อย่างเช่น การฉีดท็อกซินที่ช่วยลดอาการปวดไมเกรนได้นาน 4 – 6 เดือน โดยไม่ต้องกินยา แต่การใช้ชีวิตที่ไม่ต้องเกิดการรักษาย่อมดีกว่า 

อย่างไรก็ตาม หากคุณไม่สามารถหลีกเลี่ยงปัญหานี้ได้ ปรึกษาเรานะคะ ศูนย์รักษาไมเกรนด้วยโบท็อกซ์ BTX migraine center มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านสมองที่สามารถให้คำแนะนำ และรักษาคุณได้อย่างเชี่ยวชาญ และปลอดภัย ให้คุณกลับมาใช้ชีวิตได้ดีเช่นเดิม

ไมเกรนในเพศหญิง

ทำไมสาวๆ ถึงเป็นไมเกรนง่ายกว่าผู้ชาย?

ไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีเลย ที่สาวๆ ทุกคนมีสิทธิ์เป็นไมเกรนสูงกว่าผู้ชายถึง 3 เท่า!! ไมเกรนคือ อาการปวดศีรษะข้างเดียวที่เรารู้จักกันดี ซึ่งเป็นอาการที่พบร่วมได้กับตาพร่ามัว มือชา คลื่นไส้อาเจียน อ่อนเพลีย ตามความรุนแรงในแต่ละครั้งที่เป็น และหลายคนมักคิดว่ามันเกิดจากความเครียด ซึ่งก็ไม่ผิด เพราะจริงๆแล้วนอกจากความเครียดยังมีปัจจัยอื่นอีกที่กระตุ้นให้เกิดปัญหานี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้หญิงที่เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ 

ทำไมผู้หญิงวัยนี้ถึงมีความเสี่ยงมากที่สุด?

เพราะวัยเจริญพันธุ์นี้ ระบบฮอร์โมนของร่างกายจะมีการผลิตฮอร์โมน “เอสโตรเจน (estrogen)” จากรังไข่ และช่วงก่อนมีประจำเดือน 1-3 วัน ฮอร์โมนนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ยิ่งสาวๆ คนไหนมีพันธุกรรมที่สมองไวต่อสิ่งกระตุ้นมากกว่าปกติ ระดับเอสโตรเจนก็ยิ่งจะลดลงอย่างรวดเร็ว (estrogen withdrawal) จะยิ่งกระตุ้นการปวดศีรษะไมเกรนได้มากยิ่งขึ้น 

อาการของปวดไมเกรนช่วงประจำเดือนแตกต่างจากปวดไมเกรนธรรมดาอย่างไร?

หากใครที่เคยปวดไมเกรนแล้ว พอจะนึกภาพออกว่าปวดขนาดไหน และยิ่งช่วงก่อนมีประจำเดือนอาการปวดหัวก็จะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น และนานขึ้นไปอีกหลายเท่า จนไม่ต้องเป็นอันทำอะไร เรียนอยู่ก็ต้องขาด ทำงานก็ต้องลา สังเกตได้จากความไวต่อ แสง-เสียง-กลิ่น เพิ่มมากขึ้น ซึ่งบางคนมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ร่วมด้วย แถมอาการยิ่งหนักหน่วงไปพร้อมกับการปวดท้องประจำเดือนซ้ำมาอีก

รักษาอย่างไรได้บ้าง?

หากรู้ตัวว่าเริ่มมีอาการ หรือกำลังประสบกับอาการอยู่ก็ต้องนึกถึงการกินยาแก้ปวดเป็นอย่างแรก ให้ทานยาทริปแทน (triptans) หรือยาแก้ปวดในกลุ่มต้านการอักเสบ (NSAIDs) เป็นต้น แต่ด้วยความรุนแรงของไมเกรน ทำให้การกินยาแก้ปวดแบบเฉียบพลันอาจต้องกินในปริมาณมากกว่าปกติ ส่งผลต่อเนื่องอาจทำให้มีภาวะแทรกซ้อนจากการกินยาแก้ปวดเช่นโรคกระเพาะอาหารอักเสบ ในบางรายแพทย์อาจพิจารณาให้รับประทานยาคุมกำเนิดเพื่อปรับฮอร์โมนให้เป็นปกติ และแน่นอนว่าการรับประทานยาคุมกำเนิดติดต่อกันเป็นระยะเวลานานก็ส่งผลต่อการเพิ่มความเสี่ยงการเป็นเนื้องอกหรือมะเร็งเต้านมและรังไข่ หรือฝ้าที่บริเวณผิวหนังมากกว่าคนปกติ  

แนวทางป้องกันสำหรับคนที่มีอาการรุนแรง

สาวๆ คนไหนที่รู้ตัวว่า เวลาปวดไมเกรนแล้วต้องกินยาแก้ปวดแบบเฉียบพลันแต่ก็ยังเอาไม่อยู่ สามารถใช้ยาป้องกันได้ เช่น ยาทริปแทน (triptans) ที่ออกฤทธิ์ยาว, ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs, ยาคุมกำเนิด เป็นต้น ทั้งนี้ทั้งนั้น ก่อนเลือกกินยา ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง เพราะ ยาแต่ละตัวก็มีสรรพคุณ ข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับปัจจัยของแต่ละคน ในการรับประทานยาหลายขนานก็มีผลต่อตับและไตด้วยเช่นเดียวกัน ต้องหมั่นตรวจเช็คค่าเอนไซม์ตับและไตอย่างสม่ำเสมอเพื่อระมัดระวังในการใช้ยา  

สำหรับคนไข้ที่มีอาการปวดไมเกรนรุนแรง ไม่ตอบสนองต่อยาแก้ปวดหลายขนาน แพทย์จะแนะนำการรักษาแบบป้องกัน โดยการรักษาไมเกรนด้วย ‘โบทุลินัมทอกซิน’ หรือการฉีดท็อกซินโดยแพทย์ระบบสมอง ที่สามารถลดอาการปวดไมเกรนได้ถึง 90% ในระยะเวลา 4-6 เดือนเลย โดยสามารถลดการกินยาแก้ปวดได้อย่างมีประสิทธิภาพ  เข้ามาปรึกษาที่เอยาคลินิก BTX migraine center เพื่อเรียกชีวิตที่มีคุณภาพกลับมากันดีกว่าค่ะ

วิธีรับมือไมเกรน

4 วิธีรับมือกับเจ้าไมเกรนตัวร้ายให้เราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข

ใครที่กำลังคิดว่าไมเกรน (Migraine) เป็นโรคที่ใครก็เป็นกัน ก็คงคล้ายๆ ไข้หวัดนั่นแหละ เราขอย้ำว่าให้คิดใหม่ค่ะ เพราะถึงแม้ว่าในช่วงแรกจะมีอาการปวดหัวข้างเดียว แต่หากปล่อยไว้นานเข้า อาจส่งผลให้แขนขาอ่อนแรง ชาครึ่งซีก พูดไม่ออก ปากเบี้ยว ตาเหล่ หรือสามารถเสียชีวิตได้เลยนะคะ

ซึ่งไมเกรนตัวร้ายนั้นมาจากความเครียด หรือการนั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมฯ นานๆ เป็นประจำ รวมถึงการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอของเรานั่นแหละค่ะ พฤติกรรมเหล่านี้เข้าไปกระตุ้นให้กล้ามเนื้อบริเวณบ่า คอ ท้ายทอย เกร็งตัวมากขึ้น จนเกิดเป็นก้อนเนื้ออักเสบ Trigger Point ส่งผลให้เลือดกับออกซิเจนไหลเวียนขึ้นไปเลี้ยงสมองไม่ได้อย่างเคย ทำให้เราปวดหัวมากๆ ถึงขั้นไม่เป็นอันทำอะไร บางคนปวดนานถึง 4-72 ชั่วโมง และคลื่นไส้อาเจียนอีกด้วย! 

ดังนั้นวันนี้เราจะมาแนะนำวิธีรับมือกับเจ้าไมเกรนตัวร้ายให้เราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขกัน

  1. ยอมรับว่าไมเกรนรักษาไม่หาย แต่เราสามารถลดความถี่ของอาการปวดหัวนั้นได้ โดยลดปัจจัยหรือแรงกระตุ้นเหล่านั้น เริ่มจากตั้งเวลาเข้านอน และเวลาตื่นให้ได้อย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงต่อวัน 
  2. เมื่อมีอาการให้เราหยุดพักทันที หายใจเข้า-ออกช้าๆ ไปพร้อมๆ กับการประคบน้ำเย็นบริเวณต้นคอ หรืออาจจะนวดบริเวณที่ปวดก็สามารถช่วยบรรเทาอาการได้เช่นเดียวกัน
  3. หมั่นออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาทีต่อวันอย่างสม่ำเสมอ นอกจากจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง หุ่นฟิตแอนด์เฟิร์มแล้ว ยังช่วยลดความเครียดที่เป็นปัจจัยของอาการปวดได้
  4. รักษาและป้องกันไมเกรนด้วยนวัตกรรมสมัยใหม่ ‘โบทุลินัมท็อกซิน’ หรือการฉีดท็อกซินเข้าไปในบริเวณที่ปวดโดยแพทย์ที่เชี่ยวชาญ ซึ่งวิธีการนี้จะช่วยคลายกล้ามเนื้อบริเวณที่ตึงปวด ช่วยลดความถี่ของอาการปวดได้ถึง 90% ในระยะเวลา 4-6 เดือน

และแน่นอนว่า BTX Migraine Center เป็นศูนย์รักษาไมเกรนที่เชี่ยวชาญการรักษา TOXIN TYPE A โดยแพทย์ที่ชำนาญเฉพาะทางด้านสมอง ท่านสามารถปรึกษาปัญหานี้ก่อนได้ที่ BTX migraine center เอยาคลินิก มาใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและมีคุณภาพในทุกๆ วันแบบไม่ต้องกังวลกับการปวดไมเกรน คืนคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคุณ

 

โรคร้ายที่มาพร้อมกับไมเกรน

ปวดไมเกรน นำสู่โรคร้ายทำลายชีวิต

การปวดหัวตุบๆ ข้างเดียวแบบนี้สามารถสื่อได้ว่าคุณอาจมีภาวะเสี่ยงเป็นไมเกรนแล้วล่ะ บางคนอาจจะคิดว่าไมเกรนเป็นแค่เพียงอาการปวดหัวชนิดหนึ่ง แต่จริงๆ แล้ว ใครจะรู้ว่าไมเกรนสามารถส่งผลให้เราเป็นโรคอื่นๆ แทรกซ้อนขึ้นมาได้เลยนะ วันนี้เราเลยจะมายกตัวอย่าง 3 โรคที่สามารถเกิดได้จากไมเกรน จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลยค่ะ

โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) 

คือภาวะที่สมองขาดเลือดไปเลี้ยง ส่งผลให้เนื้อเยื่อในสมองถูกทำลายและส่งผลให้เป็นอัมพาต อัมพฤกษ์ตามมาได้ ซึ่งจากผลการวิจัยบอกว่า คนที่เป็นไมเกรนมีโอกาสเกิดโรคเส้นเลือดสมองตีบและแตกมากกว่าคนปกติ! ดังนั้นไมเกรนไม่ใช่โรคที่เราจะละเลยได้อีกแล้ว รีบเข้าไปปรึกษาแพทย์ก่อนคิดจะซื้อยาทานเอง เพราะยาบางชนิดก็สามารถเพิ่มโอกาสการเกิดโรคหลอดเลือดสมองได้เหมือนกันค่ะ 

โรคอ้วน (Obesity)

รู้ไหมว่าน้ำหนักที่สูงขึ้นไปพร้อมๆ กับอาการปวดหัวไมเกรนที่พุ่งพรวด มันจะยิ่งทำให้อาการอื่นๆ ของไมเกรนรุนแรงขึ้นไปอีก เพราะโรคอ้วนเป็นหนึ่งในตัวกระตุ้นให้เกิดไมเกรนแถมยังเป็นสาเหตุของโรคอื่นๆได้อีก และหากใครที่สามารถลดน้ำหนักลงได้ อาการไมเกรนที่กำเริบอยู่บ่อยๆก็จะลดลงไปด้วยได้นั่นเอง

โรคซึมเศร้า (Depression)

อย่างที่ทราบกันดีว่า หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคไมเกรนคือความเครียด ดังนั้นคนที่เป็นไมเกรน มีความเครียดสะสมอยู่เรื่อยๆก็ยิ่งมีโอกาสเป็นโรคซึมเศร้าได้มากกว่าคนที่ไม่ได้เป็นไมเกรนถึง 2 เท่า! และยิ่งถ้าหากเป็นชนิดเรื้อรังด้วยนั้นยิ่งน่าเป็นห่วงเพราะมันจะยิ่งกระตุ้นโอกาสเสี่ยงมากขึ้นไปอีก วนเป็นวงจรไม่จบ แถมภาวะโรคซึมเศร้าที่รุนแรงขึ้นก็อันตรายถึงชีวิตได้ถ้ามีภาวะจิตตกจนถึงขั้นอยากฆ่าตัวตาย

และแน่นอนว่ายุคสมัยเปลี่ยน นวัตกรรมทางการแพทย์ก็ทันสมัยขึ้น ทำให้มีการรักษาไมเกรนได้ด้วยการฉีดท็อกซินให้ไปคลายกล้ามเนื้อบริเวณที่ปวด และช่วยลดอาการปวดไมเกรนได้นาน 4-6 เดือน โดยไม่ต้องกินยา เพื่อทำการรักษาอย่างถูกวิธี ท่านสามารถเข้ามาปรึกษาและรับการรักษาไมเกรนเรื้อรังได้ที่ศูนย์รักษาไมเกรนด้วยท็อกซิน BTX migraine center เอยาคลินิก โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านสมองจะเป็นผู้แนะนำและรักษา อย่าให้ไมเกรนมาทำลายคุณภาพชีวิตของคุณ

 

ยาใหม่ไมเกรน

ยาป้องกันไมเกรนเรื้อรัง ตัวใหม่ ผ่าน อย. ไทย

ไมเกรน โรคปวดหัวที่พบได้บ่อย มีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อย ที่กินยาไม่หาย และมีอาการเรื้อรัง เป็นบ่อยๆ บางรายปวดหัวเกือบทุกวัน ในรายที่เป็นเรื้อรัง แพทย์มักจะแนะนำให้รักษาเพื่อป้องกันร่วมด้วย ซึ่งมียาป้องกันไมเกรนทั้งแบบกิน กับแบบฉีด 

1.ยาป้องกันแบบกิน

เช่น กลุ่มยาคลายเครียด กลุ่มยากันชัก หรือกลุ่มยาความดันหัวใจ เป็นต้น โดยแพทย์จะแนะนำให้กินต่อเนื่องเพื่อป้องกันอาการปวดไมเกรนให้ลดความถี่ในการปวดให้น้อยลง

2.ยาป้องกันแบบฉีด

ก็คือ TOXIN TYPE A หรือที่คนส่วนใหญ่รู้จักในนามท็อกซิน ซึ่งเป็นการรักษาไมเกรนแบบป้องกันที่แพร่หลายทั่วโลกตั้งแต่ปี 2010   การรักษาไมเกรนด้วยการฉีดท็อกซินจะทำการฉีดรอบศีรษะ บ่า และไหล่ ในจำนวนยาและเทคนิคที่แตกต่างกับการฉีดท็อกซินด้านความงาม จึงต้องทำการรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองเท่านั้น หลังการรักษาจะลดอาการปวดไมเกรนได้มากกว่า 90% ในระยะเวลา 4-6 เดือน แพทย์จึงแนะนำการฉีดท็อกซินเพื่อรักษาและป้องกันการปวดไมเกรนทุกๆ 4 -6 เดือนตามความรุนแรงของคนไข้แต่ละบุคคล

ตอนนี้มียาป้องกันตัวใหม่ล่าสุด ที่เพิ่งผ่าน อย ไทย คือ Aimovig เป็นยาป้องกันแบบฉีด ใช้ฉีดใต้ผิวหนังเดือนละครั้ง เนื่องจากเป็นยาตัวใหม่มาก เพิ่งเริ่มมีใช้ในโรงพยาบาลใหญ่ๆ อีกทั้งราคายังสูงมาก ราคาตามข้อมูลคือ 575 USD หรือตีเป็นเงินไทย เกือบสองหมื่นบาท ซึ่งต้องฉีดทุกเดือน จึงต้องรอดูข้อมูล ว่ามีโรงพยาบาลไหนบ้าง ราคาเท่าไหร่ เบิกสิทธิ์อะไรได้บ้าง รวมถึงประสิทธิภาพการรักษาได้ผลหรือไม่ มีผลข้างเคียงอะไรบ้าง ยังคงต้องรอดูต่อไป เนื่องจากเป็นยาตัวใหม่มาก

 

อาการไมเกรน

7 อาการที่บ่งบอกว่าเป็นไมเกรน

ตัวร้อนเป็นไข้ก็ปวดศีรษะ เครียดก็ปวดศีรษะ แต่บางทีก็สับสนว่าแบบไหนกันนะที่บ่งบอกได้ว่าเราอาจจะเป็นไมเกรน ก่อนจะไปพบแพทย์เรามาเช็คอาการเบื้องต้นกันก่อนดีกว่า ว่าเรามีอาการปวดไมเกรนครบตามนี้หรือไม่ 

1. อาการปวดหัวหนึ่งหรือสองข้างของศีรษะ

อาการปวดหัวอย่างรุนแรงเป็นสัญญาณทั่วไปของ ไมเกรน  ลักษณะที่สำคัญคืออาการปวดแบบรู้สึกปวดตุ้บๆ “throbbing” ตามจังหวะการเต้นของหัวใจ ด้านใดด้านหนึ่งของศีรษะด้านหน้าและร้าวไปเบ้าตาร่วมด้วย

2. เห็นแสงวูบวาบในตา

ซึ่งเป็นหนึ่งในอาการหลักของไมเกรนที่เรียกว่า Aura คือ ผู้ป่วยจะไวต่อสี และแสง ทำให้บางครั้งผู้ที่เป็นไมเกรนจะเริ่มเห็นแสงบางอย่างจากภาพ แสงกระพริบ เป็นจุดหรือเป็นเส้นอยู่ในตา

3. อาการนอนไม่พอ

เมื่อตื่นนอนแล้วรู้สึกเหนื่อย อ่อนเพลียและไม่สดชื่น  หรือมีปัญหาอื่นๆ ในด้านการนอน ถือเป็นปัญหาทั่วไปในผู้ที่มีอาการไมเกรน จากการศึกษาพบว่าการนอนหลับไม่เต็มอิ่ม และปัญหาการนอนอื่นๆ มีความสัมพันธ์กับไมเกรน ซึ่งส่งผลต่อการทำงานในชีวิตประจำวันเป็นอย่างมา

 

4. ปวดเบ้าตา

อาการปวดไมเกรนมักจะมีอาการปวดโพรงตาร่วมด้วย ซึ่งเป็นอาการที่ทำให้คนส่วนใหญ่หงุดหงิด เพราะความรู้สึกปวดลึกๆในเบ้าตาร่วมกับการมองเห็นพร่ามัวหรือแสงสีผิดปกติจนต้องไปตรวจตา แต่ก็ไม่ได้ช่วยทำให้อาการปวดตาหรือปวดหัวดีขึ้นได้ เพราะต้นเหตุจริงๆ แล้วคือไมเกรน

5. มีอาการชา

ในผู้ป่วยไมเกรนบางราย จะมีอาการชา ไม่รับรู้ประสาทสัมผัสชั่วคราว หรือรู้สึกเหมือนมีเข็มเล็กๆ มาจิ้ม โดยปกติจะเกิดที่ด้านใดด้านหนึ่งของร่างกาย อาจจะเริ่มจากปลายนิ้ว เคลื่อนไปทางแขน และเคลื่อนไปที่ใบหน้า

6.คลื่นไส้อาเจียน

จากผลสำรวจของ  American Migraine Study พบว่าจาก 3,700 คนที่มีอาการปวดหัวไมเกรน 73% มีอาการคลื่นไส้ และ 29% มีอาการอาเจียน โดยผู้ที่มีอาการคลื่นไส้บ่อยครั้งร่วมด้วย จะมีอาการปวดหัวมากขึ้น

7. ปวดหัวค้าง

มักมีอาการเมื่อยล้า ไม่มีสมาธิ รู้สึกอ่อนแรง เวียนศีรษะ และรู้สึกสูญเสียพลังงานในช่วงเป็นไมเกรน และหลังจากอาการปวดไมเกรนหายไปแล้วยังคงอ่อนเพลียอยู่ ซึ่งเป็นภาวะที่เหมือนเป็นควันหลงของการปวดไมเกรน

เช็คให้ครบแล้วสงสัยว่าน่าจะเป็นไมเกรน อย่ามัวแต่ซื้อยากินเองเพราะการกินยาแก้ปวดเป็นจำนวนมากติดต่อกันอาจเกิดผลข้างเคียงที่เกิดจากการกินยาได้เช่น โรคกระเพาะอาหารอักเสบ หรือผื่นแพ้ยา ควรพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาเพิ่มเติมและรับการรักษาที่ถูกต้องเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะปวดไมเกรนเรื้อรังในอนาคต

 

ปวดหัวแบบต่างๆ

สาเหตุของอาการปวดศีรษะแบบต่างๆ

เมื่อเกิดอาการปวดศีรษะ เราต้องหาสาเหตุก่อนเพื่อทำการรักษาได้ตรงจุด เพราะอาการปวดศีรษะก็จะคัดกรองแยกโรคให้ชัดเจนขึ้นด้วย ดังนั้นอาการปวดศีรษะจึงมีหลายสาเหตุ แบ่งได้คร่าวๆดังนี้

ปวดศีรษะแบบปฐมภูมิ หรือ primary headache

ได้แก่โรคปวดศีรษะที่เกิดขึ้นเอง ไม่ได้ปวดเพราะสาเหตุจากโรคอื่นๆ ในกลุ่มนี้เช่น migraine headache ,cluster headache ,tension headache  ในกลุ่มนี้ก็จะมีอาการที่แตกต่างกันในการแยกโรคโดยการซักประวัติและตรวจร่างกายโดยแพทย์ 

ปวดศีรษะแบบทุติยภูมิ หรือ secondary headache

จะมีสาเหตุมาจากโรคต่างๆ เป็นได้ทั้งโรคร้ายแรง และไม่ร้ายแรง

  • สาเหตุนอกศีรษะ เช่น โรคติดเชื้อต่างๆ (มักจะมีไข้ร่วมด้วย) ความดันโลหิตสูง 
  • สาเหตุในศีรษะ แต่อยู่นอกสมอง เช่น ไซนัสอักเสบ หูอักเสบ ต้อหิน ฟันผุ
  • สาเหตุในสมอง เช่น เนื้องอก ติดเชื้อในสมอง เป็นต้น

ในรายที่ปวดศีรษะรุนแรง เรื้อรัง กินยาไม่ดีขึ้น รวมถึงมีอาการผิดปกติ ทางสมอง เช่น ปากเบี้ยว ลิ้นแข็ง พูดไม่ชัด ซึมลง จึงควรตรวจหาสาเหตุที่แน่ชัด ควรพบแพทย์เฉพาะทางสมอง และแพทย์จะพิจารณาการตรวจเพิ่มเติมเช่น เอกซเรย์สมอง CT scan หรือ MRI รวมไปถึงการเจาะน้ำไขสันหลังเพื่อตรวจวินิจฉัยในบางโรค 

ในรายที่วินิจฉัยแน่นอนว่าเป็นไมเกรน คือแพทย์จะวินิจฉัยแยกโรคอื่นๆออกไปก่อน จะพบว่าคนไข้ไมเกรนต้องไม่มีโรคร้ายแรงอื่นๆร่วมด้วย ในกรณีไมเกรนเรื้อรังสามารถรักษาด้วยวิธีใหม่ โดยการฉีดโบทุลินัมทอกซิน ที่มีผลงานวิจัยรองรับว่าได้ผลดีและใช้กันแพร่หลายทั่วโลกตั้งแต่ปี 2010 ขั้นตอนการรักษาโดยแพทย์จะทำการฉีดโบทูลินั่มทอกซินที่บริเวณรอบศีรษะ ท้ายทอย และไหล่ ในจำนวนยาที่เหมาะสม หลังฉีดรักษา คนไข้จะปวดไมเกรนน้อยลงหรือไม่ปวดเลยจนไม่ต้องกินยา โดยแพทย์จะแนะนำให้ฉีดทุก 4-6 เดือนเพื่อควบคุมและป้องกันอาการปวดศีรษะไมเกรน สามารถลดการใช้ยา ลดอาการปวดและความถี่ของไมเกรนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ไมเกรนเรื้อรัง

3 สัญญาณอันตรายเป็นไมเกรนแบบเรื้อรัง

โรคไมเกรนพบมากในประชากรราว 15% โดยอายุที่พบมากคือวัยผู้ใหญ่เริ่มทำงาน ไปจนถึงวัยกลางคน โดยพบมากที่เพศหญิงมากกว่าเพศชายถึง 2-3 เท่า ในบางรายพบกว่าอาการปวดไมเกรนเป็นมากขึ้นๆตามวัย จนเรียกได้ว่าเริ่มมีอาการปวดไมเกรนแบบเรื้อรัง  แบบไหนที่เรียกว่าไมเกรนแบบเรื้อรังมีสัญญาณดังนี้

  • ปวดหัวเป็นประจำมากว่า 10 วัน/เดือน หรืออาการปวดศีรษะรุนแรงฉับพลันอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มีอาการปวดมากขึ้นเมื่อขยับร่างกาย จนไม่เป็นอันทำอะไร ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันนั้นลำบาก
  • มีอาการตาพร่ามัว เนื่องจากผู้ป่วยไมเกรนจะไวต่อแสง ทำให้ตาพร่ามัว อาจทำให้เกิดปวดเบ้าตา ทำให้รู้สึกปวดล้าที่ตาอย่างมาก จนเกิดปัญหาสายตาตามมา นอกจากนี้ยังมีการวิงเวียนศีรษะ และคลื่นไส้อาเจียนก็เป็นอาการที่พบร่วมด้วยและทำให้รุนแรงมากขึ้น
  • มือชา ในผู้ป่วยไมเกรนบางราย จะมีอาการชา ไม่รับรู้ประสาทสัมผัสชั่วคราวโดยอาจเริ่มจากปลายนิ้ว เคลื่อนไปที่มือ ที่แขน และอาจเคลื่อนไปที่ใบหน้า

ภาวะไมเกรนเรื้อรังพบได้ในผู้ป่วยไมเกรนที่เป็นมากกว่า 5-10 ปี เมื่อเป็นบ่อยในระยะเวลานานจึงต้องมีการใช้ยาแก้ปวดเพิ่มมากขึ้นจนเกิดภาวะแทรกซ้อนจากยาแก้ปวด เช่นโรคกระเพาะอาหารอักเสบ นอกจากนี้ยังมีการรับประทานยาบำรุงปลายประสาทหรือยาแก้คลื่นไส้อาเจียน  แนวทางป้องกันเพื่อบรรเทาอาการปวดไมเกรนเรื้อรังและลดการใช้ยาแก้ปวดเป็นระยะเวลานานนั้นจะมุ่งเน้นที่การลดความถี่และความรุนแรงของภาวะปวดไมเกรน แพทย์จะแนะนำให้ลดการใช้ยาและเลือกใช้การฉีดโบทอกซ์เพื่อรักษาภาวะไมเกรนเรื้อรัง โดยมุ่งเน้นให้คนไข้สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติโดยไม่ต้องกินยาไมเกรนอีกต่อไป