สาเหตุไมเกรน

10 สาเหตุที่ก่อให้เกิดไมเกรน

โรคไมเกรน พบมากในประชากรราว 15% นั่นหมายความว่าไมเกรน (migraine) เป็นโรคปวดศีรษะที่มีคนเป็นบ่อยเป็นอันดับสอง รองจาก tension-type headache ดังนั้นหมายความมว่าในประเทศไทย มีคนเป็นไมเกรนมากถึง 10 ล้านคน 

ถึงแม้ไมเกรนจะไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่อาการปวดนั้นค่อนไปทางรุนแรง และมักจะเป็นซ้ำบ่อยๆ บางรายเป็นเรื้อรัง ปวดศีรษะทุกวัน ทำให้มีผลกระทบทางเศรษกิจค่อนข้างมาก ทั้งในแง่ของผู้ป่วยจำนวนมากที่ต้องหยุดงาน เสียรายได้ และเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาเพราะยาไมเกรนบางตัวราคาค่อนข้างแพงมาก  ดังนั้นการดูแลตนเองเพื่อป้องกันให้เกิดอาการปวดไมเกรนน้อยลง จึงเป็นสิ่งสำคัญ วันนี้เราจะมาสรุป 10 สาเหตุที่ก่อให้เกิดไมเกรนเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงและดูแลคุณให้ห่างไกลจากไมเกรน 

1.พฤติกรรมการนอน

การนอนหลับน้อยหรือมากเกินไป ล้วนแต่ก่อให้เกิดไมเกรน ดังนั้นคุณควรนอนให้ได้วันละ 7-9 ชั่วโมงต่อวัน และจำกัดการบริโภคเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนในระหว่างวันที่มากจนเกินไปเพราะอาจทำให้เกิดอาการตาค้างนอนไม่หลับในช่วงกลางคืน จนทำให้คุณพักผ่อนไม่เพียงพอได้

2.ความเครียด

ความเครียดและความกังวลเป็นปัจจัยในการเกิดโรค ปวดหัวไมเกรน อีกทั้งยังทำให้อาการของโรคแย่ลงไปอีก ในกรณีที่คุณกำลังประสบกับ ไมเกรน ดังนั้นคุณควรหากิจกรรมเพื่อบรรเทาความเครียด เช่น การออกกำลังกาย  การทำกิจกรรมที่คุณสนใจ เป็นต้น

เครียด

3.ใช้ยาแก้ปวดมากเกินไป

หากคุณใช้ยาแก้ ปวดหัว เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นยาอะเซตามิโนเฟน ( aceteminophen ) หรือไอบูโพรเฟน ( Ibuprofen ) ก็ล้วนแต่เป็นสาเหตุที่ทำให้คุณเป็นไมเกรนบ่อยและรุนแรงขึ้น

4.ความผวนผันของฮอร์โมน

ฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการเกิดประจำเดือนของผู้หญิงสามารถทำให้เกิด อาการไมเกรน ได้ด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ดีหากคุณใช้วิธีฮอร์โมนบำบัดแล้วอาการไม่ดีขึ้น คุณอาจลองปรึกษาหมอหรือเภสัชกรให้จ่ายยาคุมกำเนิดเพื่อลดความผันผวนของฮอร์โมน

5.แพ้กลิ่น

ผู้ที่มีจมูกไวต่อกลิ่นจะมีแนวโน้มที่เป็น ปวดหัวไมเกรน โดยกลิ่นที่มักเป็นสาเหตุของโรคนี้ เช่น น้ำหอม ดอกไม้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ควันบุหรี่ ฝุ่น เป็นต้น ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการสูดดมสิ่งดังกล่าวโดยอาจพกผ้าปิดจมูกเพื่อเป็นตัวช่วยหากต้องอยู่ในสถานการณ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

หลีกเลี่ยงฝุ่น

6.บริโภคอาหารที่มีสารสังเคราะห์เยอะ

สาเหตุไมเกรน  อาจจะมาจากอาหารที่มีส่วนผสมของโมโนโซเดียมกลูตาเมตหรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อของผงชูรส ไนเตรตและแอสปาแตม ล้วนแต่เป็นตัวการที่ก่อให้เกิด อาการไมเกรนที่รุนแรงขึ้น ซึ่งอาหารที่มีผงชูรสเยอะ เช่นอาหารจานด่วน และ พวกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง

7.อยู่ในที่มีแสงจ้าเกินไป

การที่สายตาโดนแสงแดดหรือหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ในทันทีและมีแสงสว่างมากเกินไปสามารถทำให้ อาการไมเกรนของคุณกำเริบ ดังนั้นหากคุณรู้ตัวว่ามีสายตาที่ไวต่อแสงก็ควรสวมแว่นตากันแดด และใส่หมวกเมื่อต้องออกไปข้างนอกบ้าน

8.บริโภคอาหารไม่ครบมื้อ

หากคุณบริโภคอาหารไม่ครบมื้อ คุณอาจกำลังมีความเสี่ยงที่เป็น ไมเกรนระยะแรก ได้ง่ายด้วย ถึงแม้ว่ายังไม่มีสาเหตุที่ชี้ชัดแต่สามารถสันนิษฐานได้ว่าเกิดจากการที่ร่างกายมีน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไปเนื่องจากภาวะขาดอาหาร จะส่งผลให้มีอาการปวดศีรษะได้

9.อารมณ์

คุณทราบหรือไม่ว่าอารมณ์ของคุณเชื่อมโยงกับ สาเหตุของโรคไมเกรน การจัดการกับอารมณ์ตนเองไม่เพียงแต่จะช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้น แต่ยังช่วยบรรเทา อาการไมเกรน ได้อีกด้วย 

โมโห

10.บริโภคเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน

เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน คงหนีไม่พ้นกาแฟ ซึ่งหากคุณดื่มกาแฟมากเกินไปก็จะทำให้อาการไมเกรนแย่ลงไปอีก ในทางกลับกันหากคุณดื่มกาแฟทุกเช้าแล้วมาเลิกกลางคัน อาจส่งผลให้คุณรู้สึกปวดหัวไมเกรน ดังนั้นหากคุณยังไม่สามารถเลิกกาแฟได้ ก็ให้พยายามจำกัดการดื่มในแต่ละวันไม่ให้มากจนเกินไป

เพียงเท่านี้คุณก็สามารถดูแลตัวเองให้ห่างไกลจากไมเกรนได้ เพื่อสุขภาพสมองที่ดีของตัวคุณเองและสามารถใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้นไม่ต้องพึ่งยาแก้ปวดอยู่เป็นประจำนั่นเอง

 

ไมเกรนและกัญชา

น้ำมันกัญชารักษาไมเกรนได้ จริงหรือไม่ ?

CBD หรือ cannabidiol เป็นตัวยาที่สกัดจากต้นกัญชา เป็นสารที่สามารถลดความเจ็บปวดได้ เนื่องจากมีฤทธิ์ในการลดการอักเสบมากกว่าตัวยาแอสไพรินหลายเท่า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ยังไม่มีงานวิจัยที่ชัดเจน ที่ยืนยันว่า CBD สามารถรักษาไมเกรนได้ มีเพียงรายงานความเห็นจากผู้ที่เคยใช้ในสื่อสังคมออนไลน์ มีทั้งกลุ่มที่บอกว่าได้ผล กลุ่มที่ไม่ได้ผล และกลุ่มที่เกิดผลข้างเคียงรุนแรง  นอกจากนี้ ในขณะนี้ยังไม่ทราบปริมาณยาที่ชัดเจน ว่าจะใช้มากน้อยขนาดไหนถึงจะมีฤทธิ์ในการรักษาอาการปวด โดยที่ไม่เกิดผลข้างเคียงตามมา ดังที่เป็นข่าวว่าผู้กำกับชื่อดังลองใช้ยาหยดใต้ลิ้น เพียงหยดเดียว ถึงกับต้องเข้าโรงพยาบาล จึงเป็นไปได้ว่าปริมาณยา CBD ในหนึ่งหยดนั้นอาจจะสูงมากไป 

น้ำมันกัญชา

โดยทั่วไป ปริมาณยาที่ใช้สำหรับการรักษาโรค คือ therapeutic dose แต่ถ้าปริมาณยามากเกินไปก็จะเกิดผลข้างเคียงรุนแรง ที่เรียกว่า toxic dose ส่วนยาอันตรายบางชนิดถ้าใช้ในปริมาณมากก็อาจทำให้เสียชีวิตได้ ซึ่งปริมาณยานั้นเรียกว่า lethal dose  การที่จะยืนยันว่า CBD รักษาไมเกรนได้จริงหรือไม่ ต้องใช้ขนาดยาเท่าไรที่จะได้ผลในการรักษา เป็นเรื่องที่ยังไม่มีผลงานวิจัยที่ชัดเจนในทางการแพทย์ ดังนั้นจึงยังไม่แนะนำให้นำมาทดลองใช้ในการรักษาไมเกรนเพื่อลดความเสี่ยงที่ไม่พึงประสงค์ตามมา

การรักษาไมเกรนควรปรึกษาแพทย์ระบบประสาทและสมอง เพื่อทำการตรวจรักษาอย่างละเอียด โดยต้องทำการแยกโรคอื่นๆที่อาจเป็นสาเหตุของการปวดศีรษะออกไปก่อน เมื่อได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นไมเกรนแล้วจึงจะเริ่มทำการรักษาได้อย่างถูกวิธี อาการปวดศีรษะไมเกรนมักไม่หายขาด เมื่อมีปัจจัยมากระตุ้นก็อาจทำให้อาการกำเริบได้ ดังนั้นการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดอาการปวดไมเกรนจึงเป็นหลักการสำคัญเพื่อให้คนไข้กินยาแก้ปวดน้อยลงและลดอาการแทรกซ้อนที่เกิดจากการกินยาแก้ปวดเป็นระยะเวลานานด้วยเช่นกัน การรักษาไมเกรนด้วยการฉีดท็อกซินจึงเป็นอีกทางเลือกที่แพทย์มักแนะนำให้คนไข้ทำการรักษาเพื่อลดระดับความรุนแรงและลดความถี่ของอาการปวดไมเกรนในแต่ละเดือน และทำให้คนไข้ใช้ชีวิตประจำวันได้เป็นปกติมากขึ้น