การนอนหลับกับไมเกรน

การนอนหลับกับไมเกรน

เราทราบกันดีว่าพฤติกรรมการอดหลับอดนอน นอนน้อย พักผ่อนไม่เพียงพอเป็นสาเหตุกระตุ้นให้เกิดภาวะปวดศีรษะไมเกรน ซึ่งการนอนไม่หลับมักสัมพันธ์กับความเครียดเป็นหลัก ดังนั้นการนอนหลับไม่เพียงพอจึงเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่ทำให้อาการปวดศีรษะไมเกรนทวีความรุนแรงมากขึ้น 

ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการนอนหลับสำหรับผู้ใหญ่คือ 7-8 ชั่วโมงต่อคืน ซึ่งจากการวิจัยพบว่า หากคุณมีเวลานอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมง (หรือมากเกินกว่า 8.5 ชั่วโมง)จะมีความสัมพันธ์กับความรุนแรงของอาการปวดศีรษะไมเกรน

การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการนอนหลับสามารถลดอาการปวดศีรษะจากไมเกรน โดยทำตามนี้

  • เข้านอนและตื่นนอนให้ตรงเวลาและเหมาะสม เช่นตั้งเวลาตื่นทุก 6 โมงเช้า และเข้านอนเวลา 4 ทุ่มในทุกๆวัน
  • อายุสัมพันธ์กับช่วงเวลานอน ถ้าเป็นผู้ใหญ่ควรนอนอย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงต่อคืน ถ้าเป็นเด็กอาจจะต้องการพักผ่อนที่มากกว่า
  • สร้างบรรยากาศการนอนที่มืด เงียบสงบ ให้เหมาะสมกับการนอนหลับ เลือกผ้าปูที่นอนสีโทนอบอุ่นเพื่อให้รู้สึกสงบเมื่อถึงเวลาพักผ่อน ตบแต่งห้องนอนในโทนสีสบายตาไม่ฉูดฉาด 
  • หลีกเลี่ยง caffeine, nicotine และ alcohol ที่ทำให้ประสิทธิภาพการนอนหลับลดลง ไม่ดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มชูกำลังในช่วงเย็นเพราะจะส่งผลให้นอนไม่หลับในช่วงกลางคืน
  • หลีกเลี่ยงการดูโทรทัศน์ เล่นอินเตอร์เน็ตหรือเล่นมือถือบนเตียงก่อนนอน  เพราะเป็นการปลุกให้สมองคุณตื่นตลอดเวลา รวมถึงไม่เอางานมาทำบนเตียงนอน 
  • ทำจิตใจให้สงบก่อนนอน เพื่อป้องกันปัญหาการนอนหลับ การทำสมาธิหรือสวดมนต์ช่วยได้

ปฏิบัติตนและปรับพฤติกรรมการนอนแบบนี้ให้เป็นนิสัย อย่างน้อย 4 สัปดาห์ เพื่อดูว่าอาการปวดศีรษะไมเกรนของคุณดีขึ้นหรือไม่ ควบคู่กับการจดบันทึกไดอารี่ปวดศีรษะไมเกรนก่อนมาพบแพทย์นะคะ

โรคอันตรายไมเกรน

โรคอันตรายที่มาพร้อมไมเกรน

ไมเกรน อาการปวดหัวข้างเดียวที่ไม่ได้แค่สร้างความทรมานปนรำคาญเท่านั้น ทั้งปวดเบ้าตาและคลื่นไส้อาเจียนก็ทรมานมากพอแล้ว  หากแต่เมื่อเป็นนานๆจนเป็นไมเกรนเรื้อรังจะส่งผลระยะยาวกว่าที่คุณคิด เพราะมีงานวิจัยออกมาแล้วว่า ไมเกรนอาจส่งผลต่อเนื่องจนเป็นสาเหตุของโรคสำคัญถึง 4 โรค ดังนี้

1.โรคอัมพาตใบหน้า

มีข้อมูลล่าสุดจาก งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Journal Neurology พบว่า ผู้ป่วยไมเกรนมากกว่าครึ่งหนึ่งมีความความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคอัมพาตใบหน้า (Bell’s palsy)

2.โรคซึมเศร้า

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งคัลการี ประเทศเเคนาดา พบว่า ผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นโรคซึมเศร้าสูง และหากมีอาการปวดไมเกรนร่วมด้วย ยิ่งจะส่งผลให้โรคซึมเศร้ากำเริบรุนแรงขึ้นและอาจส่งผลที่มีความเสี่ยงในการทำร้ายตัวเองและฆ่าตัวตายได้

3.โรคพาร์กินสัน

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยทางการแพทย์ของกองทัพทหาร แห่งสหรัฐอเมริกา ระบุว่า ผู้ป่วยที่เห็นแสงระยิบระยับ แล้วมีอาการปวดไมเกรน โดยเฉพาะในวัยกลางคน จะมีความเสี่ยงเป็นโรคพาร์กินสันมากกว่าคนทั่วไปถึง 2 เท่า โดยนักวิจัยพบว่า สารสื่อประสาทโดปามีนที่เกี่ยวข้องกับการเป็นไมเกรนและโรคพาร์กินสันเป็นต้นเหตุสำคัญ

4. โรคหัวใจเเละหลอดเลือดสมอง

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Journal Neurology ระบุว่า ผู้ป่วยไมเกรนโดยเฉพาะผู้หญิงที่เห็นแสงระยิบระยับแล้วมีอาการจะมีความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจและระบบหลอดเลือด เเละโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) มากถึง 400 เปอร์เซ็นต์

ดังนั้นการป้องกันโรคไมเกรนจึงเป็นสิ่งสำคัญ การปล่อยให้เป็นไมเกรนเรื้อรังส่งผลให้มีโรคอื่นๆที่ตามมาอีกหลายโรค การพบแพทย์เฉพาะทางระบบสมองเพื่อควรวินิจฉัยและแนะนำแนวทางการรักษาให้อย่างถูกวิธี สำหรับเคสไมเกรนเรื้อรังที่เกิดภาวะดื้อยา กินยาแก้ปวดแล้วไม่เห็นผลและยังมีผลข้างเคียงจากการกินยาแก้ปวดเป็นระยะเวลานาน แพทย์จะพิจารณาทางเลือกในการรักษาด้วยท็อกซินโดยฉีดรอบศีรษะและบ่าไหล่ ด้วยเทคนิคเฉพาะของแพทย์เฉพาะทางด้านสมอง การรักษาไมเกรนด้วยการฉีดท็อกซินจะป้องกันการปวดได้นาน 4-6 เดือน ไม่ต้องกินยาแก้ปวดเป็นจำนวนมาก และยังพบว่าใบหน้าอ่อนเยาว์ลงอีกด้วย