เคล็ดลับวัยทำงานห่างไกลไมเกรน

3 เคล็ดลับการใช้ชีวิตช่วงวัยทำงานให้ห่างไกลไมเกรน

ใช่แล้วค่ะ ‘ไมเกรน’ ไม่ใช่โรคใหม่ หรือโรคที่น่ากลัวแต่อย่างใด เพราะทุกคนต่างเห็นและได้ยินกันบ่อยๆ แต่เคยคิดไหมคะว่า ไมเกรนที่เราคิดว่ามันเป็นโรคปวดหัวแสนธรรมดาเนี่ย สามารถส่งผลให้เราเสียงานเสียการ เสียคุณภาพชีวิตที่เราสามารถใช้มันได้อย่างเต็มที่สุดเหวี่ยง ดังนั้นวันนี้เราจึงขอพาทุกคนไปดูสาเหตุหลักของการกระตุ้นที่ทำให้เกิด พร้อมทริคการใช้ชีวิตช่วงวัยทำงานอย่างไรให้ห่างไกลไมเกรน

อาการทางอารมณ์

ความเครียด ความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า หรือความตื่นเต้น ก็เป็นตัวกระตุ้นชั้นดีที่ทำให้เราเป็นไมเกรนได้ ดังนั้น หากรู้ตัวว่าเราเริ่มคิดมาก หรือเครียด ให้รับโทรนัดเพื่อน หรือคนรัก ให้รีบออกไปหากิจกรรมอื่นๆ ทำกัน เช่น ดูหนัง ออกกำลังกาย กินข้าว หรือยกคอมไปเปลี่ยนบรรยากาศที่ทำงานใหม่ จะสามารถช่วยลดอาการตึงเครียดของเราได้เป็นอย่างดี

อาการทางร่างกาย

พยายามหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่สว่างจ้านานๆ หรืออยู่ในที่เสียงดัง และหากใครที่ต้องทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ ให้หาต้นไม้สีเขียวมาประดับเพื่อพักสายตา และพยายามทำงานให้มีลิมิตเวลา โดยตั้งแต่เวลานอน และเวลาตื่นไว้ให้ได้ 6-8 ชั่วโมงต่อวัน เพราะการพักผ่อนน้อยก็เป็นปัจจัยหนึ่งเหมือนกัน เชื่อเถอะค่ะว่า ตื่นมาคุณจะสมองแล่น สามารถทำงานได้เร็วและดีกว่าเดิมอีกด้วย 

อาหารที่กิน

ต้องรับประทานอาหารให้ตรงเวลา ดื่มน้ำเยอะๆ พยายามหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์หรือเครื่องดื่มคาเฟอีน หรือกินเฉพาะงาน หรือคราวพิเศษ  หลีกเลี่ยงอาหารที่มีผงชูรส บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่เป็นตัวกระตุ้นอาการไมเกรนให้กำเริบ ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะมีวิธีการรักษาใหม่ๆ ที่ดีมาก อย่างเช่น การฉีดท็อกซินที่ช่วยลดอาการปวดไมเกรนได้นาน 4 – 6 เดือน โดยไม่ต้องกินยา แต่การใช้ชีวิตที่ไม่ต้องเกิดการรักษาย่อมดีกว่า 

อย่างไรก็ตาม หากคุณไม่สามารถหลีกเลี่ยงปัญหานี้ได้ ปรึกษาเรานะคะ ศูนย์รักษาไมเกรนด้วยโบท็อกซ์ BTX migraine center มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านสมองที่สามารถให้คำแนะนำ และรักษาคุณได้อย่างเชี่ยวชาญ และปลอดภัย ให้คุณกลับมาใช้ชีวิตได้ดีเช่นเดิม

ไมเกรนในเพศหญิง

ทำไมสาวๆ ถึงเป็นไมเกรนง่ายกว่าผู้ชาย?

ไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีเลย ที่สาวๆ ทุกคนมีสิทธิ์เป็นไมเกรนสูงกว่าผู้ชายถึง 3 เท่า!! ไมเกรนคือ อาการปวดศีรษะข้างเดียวที่เรารู้จักกันดี ซึ่งเป็นอาการที่พบร่วมได้กับตาพร่ามัว มือชา คลื่นไส้อาเจียน อ่อนเพลีย ตามความรุนแรงในแต่ละครั้งที่เป็น และหลายคนมักคิดว่ามันเกิดจากความเครียด ซึ่งก็ไม่ผิด เพราะจริงๆแล้วนอกจากความเครียดยังมีปัจจัยอื่นอีกที่กระตุ้นให้เกิดปัญหานี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้หญิงที่เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ 

ทำไมผู้หญิงวัยนี้ถึงมีความเสี่ยงมากที่สุด?

เพราะวัยเจริญพันธุ์นี้ ระบบฮอร์โมนของร่างกายจะมีการผลิตฮอร์โมน “เอสโตรเจน (estrogen)” จากรังไข่ และช่วงก่อนมีประจำเดือน 1-3 วัน ฮอร์โมนนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ยิ่งสาวๆ คนไหนมีพันธุกรรมที่สมองไวต่อสิ่งกระตุ้นมากกว่าปกติ ระดับเอสโตรเจนก็ยิ่งจะลดลงอย่างรวดเร็ว (estrogen withdrawal) จะยิ่งกระตุ้นการปวดศีรษะไมเกรนได้มากยิ่งขึ้น 

อาการของปวดไมเกรนช่วงประจำเดือนแตกต่างจากปวดไมเกรนธรรมดาอย่างไร?

หากใครที่เคยปวดไมเกรนแล้ว พอจะนึกภาพออกว่าปวดขนาดไหน และยิ่งช่วงก่อนมีประจำเดือนอาการปวดหัวก็จะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น และนานขึ้นไปอีกหลายเท่า จนไม่ต้องเป็นอันทำอะไร เรียนอยู่ก็ต้องขาด ทำงานก็ต้องลา สังเกตได้จากความไวต่อ แสง-เสียง-กลิ่น เพิ่มมากขึ้น ซึ่งบางคนมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ร่วมด้วย แถมอาการยิ่งหนักหน่วงไปพร้อมกับการปวดท้องประจำเดือนซ้ำมาอีก

รักษาอย่างไรได้บ้าง?

หากรู้ตัวว่าเริ่มมีอาการ หรือกำลังประสบกับอาการอยู่ก็ต้องนึกถึงการกินยาแก้ปวดเป็นอย่างแรก ให้ทานยาทริปแทน (triptans) หรือยาแก้ปวดในกลุ่มต้านการอักเสบ (NSAIDs) เป็นต้น แต่ด้วยความรุนแรงของไมเกรน ทำให้การกินยาแก้ปวดแบบเฉียบพลันอาจต้องกินในปริมาณมากกว่าปกติ ส่งผลต่อเนื่องอาจทำให้มีภาวะแทรกซ้อนจากการกินยาแก้ปวดเช่นโรคกระเพาะอาหารอักเสบ ในบางรายแพทย์อาจพิจารณาให้รับประทานยาคุมกำเนิดเพื่อปรับฮอร์โมนให้เป็นปกติ และแน่นอนว่าการรับประทานยาคุมกำเนิดติดต่อกันเป็นระยะเวลานานก็ส่งผลต่อการเพิ่มความเสี่ยงการเป็นเนื้องอกหรือมะเร็งเต้านมและรังไข่ หรือฝ้าที่บริเวณผิวหนังมากกว่าคนปกติ  

แนวทางป้องกันสำหรับคนที่มีอาการรุนแรง

สาวๆ คนไหนที่รู้ตัวว่า เวลาปวดไมเกรนแล้วต้องกินยาแก้ปวดแบบเฉียบพลันแต่ก็ยังเอาไม่อยู่ สามารถใช้ยาป้องกันได้ เช่น ยาทริปแทน (triptans) ที่ออกฤทธิ์ยาว, ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs, ยาคุมกำเนิด เป็นต้น ทั้งนี้ทั้งนั้น ก่อนเลือกกินยา ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง เพราะ ยาแต่ละตัวก็มีสรรพคุณ ข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับปัจจัยของแต่ละคน ในการรับประทานยาหลายขนานก็มีผลต่อตับและไตด้วยเช่นเดียวกัน ต้องหมั่นตรวจเช็คค่าเอนไซม์ตับและไตอย่างสม่ำเสมอเพื่อระมัดระวังในการใช้ยา  

สำหรับคนไข้ที่มีอาการปวดไมเกรนรุนแรง ไม่ตอบสนองต่อยาแก้ปวดหลายขนาน แพทย์จะแนะนำการรักษาแบบป้องกัน โดยการรักษาไมเกรนด้วย ‘โบทุลินัมทอกซิน’ หรือการฉีดท็อกซินโดยแพทย์ระบบสมอง ที่สามารถลดอาการปวดไมเกรนได้ถึง 90% ในระยะเวลา 4-6 เดือนเลย โดยสามารถลดการกินยาแก้ปวดได้อย่างมีประสิทธิภาพ  เข้ามาปรึกษาที่เอยาคลินิก BTX migraine center เพื่อเรียกชีวิตที่มีคุณภาพกลับมากันดีกว่าค่ะ