ระยะปวดไมเกรน

4 ระยะของการปวดไมเกรน

อาการปวดหัวไมเกรน จะมีลักษณะแตกต่างที่ไม่เหมือนกับการปวดศีรษะอื่นๆโดยทั่วไป มีอาการที่จำเพาะเจาะจงโดยอาการของการปวดไมเกรนจะแบ่งออกเป็น 4 ระยะด้วยกัน ซึ่งผู้ป่วยแต่ละรายจะมีอาการต่างกันไป ดังนี้

   1. ระยะก่อนปวด (prodrome)

เป็นช่วงอาการเตือนก่อนปวดศีรษะ ในช่วงนี้ผู้ป่วยจะมีความรู้สึกอ่อนเพลีย มีอารมณ์แปรปรวน อาจรู้สึกร้อนมากหรือหนาวมาก และอยากทานอาหารมากขึ้น บางรายอาจมีอาการปวดท้อง ท้องเสีย ซึ่งอาการเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้หลายวันก่อนมีอาการปวดหัวไมเกรน

   2.ระยะเห็นแสงวูบวาบ (aura)

ผู้ป่วยบางรายจะมีอาการทางสายตา ที่รวมถึงการมองเห็นแสงวูบวับ แสงกะพริบ หรือมีจุดบอดในขณะมองภาพ มองเห็นเส้นที่มีสีสันสดใส หรือเห็นภาพซ้อน ซึ่งอาการเหล่านี้มักหายไปเองใน 15 ถึง 30 นาที

   3. ระยะปวดศีรษะไมเกรน (headache)

จะมีอาการปวดศีรษะด้านใดด้านหนึ่งอย่างรุนแรง  โดยมีอาการปวดตุ๊บๆ เป็นจังหวะ อาการปวดมักจะแย่ลงเมื่อขยับตัว เดินขึ้นบันได หรือเอียงตัวไปข้างหน้า และบางคนอาจมีอาการคลื่นไส้อย่างรุนแรงร่วมด้วยได้ รวมถึงมีภาวะไวต่อเสียงและแสง ซึ่งอาการปวดศีรษะอาจยาวนาน 4-72 ชั่วโมง

    4. ระยะหายปวด (resolution)

โดยอาการปวดศีรษะและอาการอื่น ๆ จะค่อย ๆ ลดลง ในระยะนี้ผู้ป่วยอาจจะมีความรู้สึกเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย ซึ่งอาจกินระยะเวลา 1-2 วันหลังจากหายปวดศีรษะ
อาการไมเกรนอาจใช้เวลานาน 4 ชั่วโมงไปจนถึง 72 ชั่วโมง และผู้ป่วยอาจรู้สึกอ่อนเพลียมากหลังอาการปวดศีรษะหายไป จึงส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก  ทางที่ดีควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ในรักษาและป้องกันเพื่อไม่ให้อาการกำเริบมากขึ้นควบคู่ไปกับการดูแลตัวเองเพื่อให้อาการไม่รุนแรงหรือเรื้อรังมากขึ้น

การนอนหลับกับไมเกรน

การนอนหลับกับไมเกรน

เราทราบกันดีว่าพฤติกรรมการอดหลับอดนอน นอนน้อย พักผ่อนไม่เพียงพอเป็นสาเหตุกระตุ้นให้เกิดภาวะปวดศีรษะไมเกรน ซึ่งการนอนไม่หลับมักสัมพันธ์กับความเครียดเป็นหลัก ดังนั้นการนอนหลับไม่เพียงพอจึงเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่ทำให้อาการปวดศีรษะไมเกรนทวีความรุนแรงมากขึ้น 

ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการนอนหลับสำหรับผู้ใหญ่คือ 7-8 ชั่วโมงต่อคืน ซึ่งจากการวิจัยพบว่า หากคุณมีเวลานอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมง (หรือมากเกินกว่า 8.5 ชั่วโมง)จะมีความสัมพันธ์กับความรุนแรงของอาการปวดศีรษะไมเกรน

การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการนอนหลับสามารถลดอาการปวดศีรษะจากไมเกรน โดยทำตามนี้

  • เข้านอนและตื่นนอนให้ตรงเวลาและเหมาะสม เช่นตั้งเวลาตื่นทุก 6 โมงเช้า และเข้านอนเวลา 4 ทุ่มในทุกๆวัน
  • อายุสัมพันธ์กับช่วงเวลานอน ถ้าเป็นผู้ใหญ่ควรนอนอย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงต่อคืน ถ้าเป็นเด็กอาจจะต้องการพักผ่อนที่มากกว่า
  • สร้างบรรยากาศการนอนที่มืด เงียบสงบ ให้เหมาะสมกับการนอนหลับ เลือกผ้าปูที่นอนสีโทนอบอุ่นเพื่อให้รู้สึกสงบเมื่อถึงเวลาพักผ่อน ตบแต่งห้องนอนในโทนสีสบายตาไม่ฉูดฉาด 
  • หลีกเลี่ยง caffeine, nicotine และ alcohol ที่ทำให้ประสิทธิภาพการนอนหลับลดลง ไม่ดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มชูกำลังในช่วงเย็นเพราะจะส่งผลให้นอนไม่หลับในช่วงกลางคืน
  • หลีกเลี่ยงการดูโทรทัศน์ เล่นอินเตอร์เน็ตหรือเล่นมือถือบนเตียงก่อนนอน  เพราะเป็นการปลุกให้สมองคุณตื่นตลอดเวลา รวมถึงไม่เอางานมาทำบนเตียงนอน 
  • ทำจิตใจให้สงบก่อนนอน เพื่อป้องกันปัญหาการนอนหลับ การทำสมาธิหรือสวดมนต์ช่วยได้

ปฏิบัติตนและปรับพฤติกรรมการนอนแบบนี้ให้เป็นนิสัย อย่างน้อย 4 สัปดาห์ เพื่อดูว่าอาการปวดศีรษะไมเกรนของคุณดีขึ้นหรือไม่ ควบคู่กับการจดบันทึกไดอารี่ปวดศีรษะไมเกรนก่อนมาพบแพทย์นะคะ

โรคอันตรายไมเกรน

โรคอันตรายที่มาพร้อมไมเกรน

ไมเกรน อาการปวดหัวข้างเดียวที่ไม่ได้แค่สร้างความทรมานปนรำคาญเท่านั้น ทั้งปวดเบ้าตาและคลื่นไส้อาเจียนก็ทรมานมากพอแล้ว  หากแต่เมื่อเป็นนานๆจนเป็นไมเกรนเรื้อรังจะส่งผลระยะยาวกว่าที่คุณคิด เพราะมีงานวิจัยออกมาแล้วว่า ไมเกรนอาจส่งผลต่อเนื่องจนเป็นสาเหตุของโรคสำคัญถึง 4 โรค ดังนี้

1.โรคอัมพาตใบหน้า

มีข้อมูลล่าสุดจาก งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Journal Neurology พบว่า ผู้ป่วยไมเกรนมากกว่าครึ่งหนึ่งมีความความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคอัมพาตใบหน้า (Bell’s palsy)

2.โรคซึมเศร้า

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งคัลการี ประเทศเเคนาดา พบว่า ผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นโรคซึมเศร้าสูง และหากมีอาการปวดไมเกรนร่วมด้วย ยิ่งจะส่งผลให้โรคซึมเศร้ากำเริบรุนแรงขึ้นและอาจส่งผลที่มีความเสี่ยงในการทำร้ายตัวเองและฆ่าตัวตายได้

3.โรคพาร์กินสัน

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยทางการแพทย์ของกองทัพทหาร แห่งสหรัฐอเมริกา ระบุว่า ผู้ป่วยที่เห็นแสงระยิบระยับ แล้วมีอาการปวดไมเกรน โดยเฉพาะในวัยกลางคน จะมีความเสี่ยงเป็นโรคพาร์กินสันมากกว่าคนทั่วไปถึง 2 เท่า โดยนักวิจัยพบว่า สารสื่อประสาทโดปามีนที่เกี่ยวข้องกับการเป็นไมเกรนและโรคพาร์กินสันเป็นต้นเหตุสำคัญ

4. โรคหัวใจเเละหลอดเลือดสมอง

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Journal Neurology ระบุว่า ผู้ป่วยไมเกรนโดยเฉพาะผู้หญิงที่เห็นแสงระยิบระยับแล้วมีอาการจะมีความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจและระบบหลอดเลือด เเละโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) มากถึง 400 เปอร์เซ็นต์

ดังนั้นการป้องกันโรคไมเกรนจึงเป็นสิ่งสำคัญ การปล่อยให้เป็นไมเกรนเรื้อรังส่งผลให้มีโรคอื่นๆที่ตามมาอีกหลายโรค การพบแพทย์เฉพาะทางระบบสมองเพื่อควรวินิจฉัยและแนะนำแนวทางการรักษาให้อย่างถูกวิธี สำหรับเคสไมเกรนเรื้อรังที่เกิดภาวะดื้อยา กินยาแก้ปวดแล้วไม่เห็นผลและยังมีผลข้างเคียงจากการกินยาแก้ปวดเป็นระยะเวลานาน แพทย์จะพิจารณาทางเลือกในการรักษาด้วยท็อกซินโดยฉีดรอบศีรษะและบ่าไหล่ ด้วยเทคนิคเฉพาะของแพทย์เฉพาะทางด้านสมอง การรักษาไมเกรนด้วยการฉีดท็อกซินจะป้องกันการปวดได้นาน 4-6 เดือน ไม่ต้องกินยาแก้ปวดเป็นจำนวนมาก และยังพบว่าใบหน้าอ่อนเยาว์ลงอีกด้วย

ไมเกรนกับชีวิต

ไมเกรนส่งผลต่อชีวิตประจำวันอย่างไร

ไมเกรนเป็นโรคปวดศีรษะที่ทำให้มีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงโดยมีลักษณะอาการปวดแบบตุบ ๆ ที่ด้านหน้าหรือด้านข้างของศีรษะด้านใดด้านหนึ่งร้าวไปกระบอกตา ร่วมกับมีอาการอื่น ๆ เช่น คลื่นไส้อาเจียน รวมถึงยังมีความรู้สึกไวต่อแสงและเสียงเพิ่มขึ้น  คนไข้ไมเกรนส่วนใหญ่มักมีปัญหาในการดำเนินชีวิตจนต้องหยุดงานหรือหยุดเรียน โรคไมเกรนจึงทำให้มีปัญหา 5 ข้อหลักที่สำคัญที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิต

1. การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ

“นอนหลับ” คือการพักผ่อนที่ดีที่สุด แต่ไม่ใช่ทุกครั้งที่การนอนหลับสามารถทำได้ง่ายๆ สำหรับคนที่เป็นไมเกรน เพราะการปวดอย่างรุนแรงและต่อเนื่องเป็นชั่วโมง ๆ หรือเป็นวัน ๆ ทำให้พักผ่อนนอนหลับได้ไม่เต็มที่ ตื่นกลางดึกหรือนอนหลับๆตื่นๆ จนเกิดทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย  

2. มีผลกระทบทางด้านสายตา

เนื่องจากผู้ป่วยไมเกรนจะไวต่อแสง ทำให้ตาพร่ามัว แต่ระยะที่รุนแรงขึ้นอาจทำให้เกิดปวดตา ทำให้รู้สึกปวดล้าที่ตาอย่างมาก อาจทำให้เกิดปัญหาสายตาตามมา และอาจมีผลต่อการทำงานหรือการขับรถที่มองเห็นภาพไม่ชัดจนอาจเกิดอันตรายได้

3. ผลกระทบในทำงานหรือการเรียน

อาการไมเกรนอาจใช้เวลานาน 4 ชั่วโมงไปจนถึง 3 วัน  ทำให้ทำงานหรือเรียนได้ไม่เต็มที่ และอาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย ในระยะท้ายจะมีความรู้สึกอ่อนเพลียมากหลังอาการปวดศีรษะหายไป  อาการที่รุนแรงอาจทำให้ส่งผลต่อการใช้ชีวิตแบะกระทบต่อการเรียนและการทำงานในแต่ละวัน

4. ปัญหาทางสุขภาพจิต

ไมเกรนมีความสัมพันธ์กับการเพิ่มความเสี่ยงของปัญหาทางสุขภาพจิตเช่นกัน ได้แก่ โรคซึมเศร้า ,โรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้วหรือโรคไบโพลาร์ (bipolar disorder) ,โรควิตกกังวล ,โรคแพนิก (panic disorder) และอาจต่อเนื่องไปถึงภาวะหดหู่จนเกิดความเสี่ยงในการทำร้ายตนเองได้

5. โรคแทรกซ้อนอื่นๆที่ตามมาจากการเป็นโรคไมเกรน 

เช่น โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ และใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก  ซึ่งอาจพบได้เมื่อเป็นไมเกรนเรื้อรังเป็นระยะเวลานาน

เพราะไมเกรนส่งผลต่อการใช้ชีวิต รวมทั้งส่งผลต่อการงานและการเรียน  ดังนั้นการรักษาไมเกรนให้หายขาดจะช่วยเปลี่ยนคุณภาพชีวิตของคนไข้ไมเกรนให้ดีขึ้นได้ ดังนั้นการรักษาไมเกรนแบบป้องกันจึงช่วยในการลดความถี่และความรุนแรงของการปวดหัวไมเกรนได้ แพทย์จึงแนะนำให้รับประทานยาในกลุ่มป้องกันไมเกรนเช่นนาคลายเครียดหรือยากันชัก ในเคสที่ปวดเรื้อรังและรุนแรงก็สามารถเลือกวิธีการป้องกันและรักษาไมเกรนด้วยการฉีดท็อกซินได้ ซึ่งมีข้อดีที่ไม่ต้องกินยาหลายเม็ดและหลายขนานติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ไม่เสี่ยงต่อการทำงานตับและไตอีกด้วย

 

โยคะและไมเกรน

โยคะรักษาไมเกรนได้อย่างไร

เป็นที่ทราบกันดีว่าความเครียดนั้นเป็นสาเหตุหลักของการปวดศีรษะไมเกรน เครียดและเกิดภาวะกล้ามเนื้อหดตึงตัวจนทำให้ร่างกายทุกส่วนเมื่อยล้ารวมไปถึงสมองของคุณด้วย การเล่นโยคะ เป็นการฝึกการยืดตัวของกล้ามเนื้อต่างๆ ลดการตึงตัวของกล้ามเนื้อ รวมถึงการฝึกการหายใจ เพื่อเพิ่มออกซิเจนให้กับร่างกายและสมอง เพิ่มการไหลเวียนโลหิตในท่าที่ยกเท้าสูงศีรษะต่ำ เพื่อให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงสมองเพิ่มขึ้น ดังนั้นการฝึกยืดเหนียดกล้ามเนื้อด้วยโยคะจะช่วยลดความตึงตัว คลายกล้ามเนื้อ ช่วยลดความเครียด ทั้งความเครียดทางใจ และความเครียดทางกาย

มีผลงานวิจัยที่ยืนยันว่า การเล่นโยคะเป็นเวลา 30 นาที 5ครั้งต่อสัปดาห์ติดต่อกันเป็นเวลา 6สัปดาห์ สามารถลดอาการปวดไมเกรนได้  ทำให้จิตใจสงบ ผ่อนคลาย และลดความหดเกร็งของกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อในส่วนคอ บ่า ไหล่ ที่ต้องใช้งานเป็นประจำและเป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้อาการไมเกรนเป็นมากขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การฝึกโยคะบำบัดอาการไมเกรนก็ควรอยู่ในการควบคุมดูแลและการแนะนำที่ถูกต้องจากอาจารย์โยคะที่มีความรู้และประสบการณ์ เพื่อแนะนำท่าทางที่ถูกต้อง และหลีกเลี่ยงอาการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นได้ในระหว่างฝึกโยคะ

นอกเหนือจากการฝึกโยคะอย่างเป็นประจำแล้ว สำหรับผู้ป่วยไมเกรนที่เรื้อรัง ปวดรุนแรง กินยาไม่ดีขึ้น มีผลข้างเคียงจากการกินยา ต้องหยุดเรียนหรือหยุดงานบ่อยๆ มีการรักษาวิธีใหม่เป็นทางเลือกเสริม คือการฉีดท็อกซินรักษาไมเกรน ที่สามารถคลายกล้ามเนื้อบริเวณบ่า ไหล่ และรอบศีรษะ ช่วยบรรเทาอาการปวดไมเกรนได้มากกว่า 90%  เป็นการรักษาที่มีงานวิจัยรองรับว่าได้ผลดี และใช้กันแพร่หลายทั่วโลก  สำคัญที่สุดคือต้องรักษาโดยแพทย์เฉพาะทางระบบสมองที่มีความเชี่ยวชาญเท่านั้น

อาหารอันตราย กระตุ้นไมเกรน

6 อาหารอันตรายต่อไมเกรน

คำว่า you are what you eat  ยังใช้ได้เสมอ การดูแลตัวเองไม่ให้เกิดการปวดหัวไมเกรนนั้นก็ต้องดูแลเรื่องอาหารการกินด้วยเช่นกัน เพราะอาหารบางชนิดไม่เป็นมิตรกับสมองเราเสียเลย กินทีไรไมเกรนถามหาทุกที งั้นเรามาดูกันว่าอาหารชนิดใดบ้างที่ควรหลีกเลี่ยงให้ไกลถ้าไม่อยากปวดไมเกรน

1. แอลกอฮอล์

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ไวน์แดง” เป็นตัวกระตุ้นอาการปวดหัวไมเกรนราว 30% เลยทีเดียว นอกจากนี้แอลกอฮอล์ชนิดอื่นๆ ยังทำให้ร่างกายขาดน้ำ ซึ่งกระตุ้นให้เกิดอาการปวดไมเกรนได้เช่นกัน 

2. ชีสที่บ่มหมักเป็นเวลานาน

คนไทยอาจไม่ค่อยได้ทานชีสชนิดนี้มากนัก แต่ใครที่อยู่ต่างประเทศอาจจะเคยทาน และอาจจะติดใจกับรสชาติของชีสชนิดนี้ แต่ชีสจำพวก กอร์กอนโซล่าชีส (บลูชีส)  คาเมมเบิร์ต และเชดดาร์ชีส เป็นตัวกระตุ้นอาการปวดหัวไมเกรนได้เหมือนกัน อาจเป็นเพราะชีสเหล่านี้มีสารไทรามีน (Tyramine) ที่ทำปฏิกิริยากับสารส่งผ่านประสาทในร่างกาย ที่ก่อให้เกิดอาการปวดหัวไมเกรนได้

3. เนื้อแปรรูป

นอกจากจะเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นโรคมะเร็งแล้ว ยังเป็นตัวกระตุ้นอาการปวดหัวไมเกรนอย่างดี เพราะอาหารเหล่านี้มีส่วนประกอบของโซเดียมไนเตรทสูง ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเคมีในสมองจนก่อให้เกิดอาการปวดหัวขึ้นได้

4. ผงชูรส

โดยผลวิจัยบอกว่า 2.5% ของคนที่มีอาการปวดหัวนั้น มาจากส่วนประกอบในอาหาร ซึ่งนั่นก็คือผงชูรสนั่นเอง ผงชูรสมักมากับอาหารสำเร็จรูปค่อนข้างสูง ดังนั้นหากลดการทานอาหารสำเร็จรูปประเภท อาหารแช่แข็ง อาหารกระป๋อง หรือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปได้ ก็จะช่วยลดอาการปวดหัวไมเกรนได้

5. ผลไม้รสเปรี้ยว

บางคนอาจรู้สึกดี รู้สึกสดชื่น หากได้ลิ้มรสชาติเปรี้ยวหวานของผลไม้เหล่านี้ เช่น ส้ม มะนาว เกรปฟรุต แต่กับบางคนโดยเฉพาะผู้ป่วยไมเกรนอาจให้ผลตรงกันข้าม รสชาติเปรี้ยวเหล่านี้อาจยิ่งกระตุ้นให้มีอาการปวดหัวมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นแนะนำว่าให้ลองดื่ม หรือทานผลไม้ประเภทนี้เล็กน้อย หากรู้สึกดีขึ้นก็ทานต่อไป แต่หากไม่ ขอให้หลีกเลี่ยงจะดีกว่า หรือทานเป็นผลไม้สดดีกว่าเป็นเครื่องดื่มเย็นๆ ประเภทมะนาวปั่น ส้มปั่น ความเย็นของน้ำแข็งหากดื่มเร็วๆ อาจทำให้เกิดอาการปวดหัวเย็นขึ้นสมองได้

6.น้ำตาลเทียม หรือสารให้ความหวานแทนน้ำตาล

มักพบในขนม หรือเครื่องดื่มบางชนิด เช่น น้ำอัดลมประเภทน้ำตาล 0% น้ำตาลเทียมต่างๆ แพทย์มักสั่งไม่ให้ผู้ป่วยไมเกรนดื่มหรือทานอาหารที่มีสารให้ความหวานแทนน้ำตาล เพราะเป็นสารที่กระตุ้นอาการปวดหัวไมเกรน

ดังนั้นหากไม่อยากมีไมเกรนเป็นโรคประจำตัว ควรเลือกทานแต่อาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และแบ่งเวลาทำงานและเวลาพักผ่อนให้ชัดเจน เพื่อสุขภาพที่ดีของคุณ

 

วิธีรักษาไมเกรน

6 วิธีรักษาไมเกรน รักษาแบบธรรมชาติ

แนะนำ 6 วิธีรักษาไมเกรน ด้วยตัวเองแบบง่ายๆ

ไมเกรนเป็นโรคปวดศีรษะที่ไม่หายขาด แต่จะมีอาการกำเริบเมื่อมีปัจจัยมากระตุ้น ด้วยอาการรุนแรงแตกต่างกัน เมื่ออาการปวดไมเกรนกำเริบขึ้นมาเราสามารถบรรเทาความเจ็บปวดได้หลากหลายวิธี ทั้งแบบพึ่งยา และแบบพึ่งธรรมชาติบำบัด ถ้าอยากลองวิธีรักษาไมเกรนแบบธรรมชาติแบบไม่ต้องพึ่งยาแก้ปวดก็มีหลากหลายวิธีที่ช่วยบรรเทาอาการปวดไมเกรน  ดังนี้

1.ใช้ความร้อน-ความเย็น 

ด้วยการอาบน้ำร้อน-น้ำเย็นสลับกันประมาณ 5 นาที หรือประคบร้อนที่ท้ายทอยและประคบเย็นที่หน้าผาก แล้วทำสลับที่กันทุก 2 นาที ประมาณ 6 รอบ และอีกวิธีแก้ไมเกรน แบบไม่ต้องพึ่งยาคือการแปะถุงเจลแช่เย็นบริเวณหน้าผากและเบ้าตา ความเย็นจะทำให้เส้นเลือดหดตัวช่วยบรรเทาอาการปวดได้เป็นอย่างดี

2.นวดกดจุดคลายปวด 

วิธีนี้จำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญการนวดกดจุดในระดับหนึ่ง โดยบริเวณที่นิยมนวดกดจุดมี 3 จุด คือ มือ เท้า และท้ายทอย แต่บริเวณที่นักวิจัยในต่างประเทศระบุว่าช่วยบรรเทาอาการปวดไมเกรนได้ดีคือ ท้ายทอย

3.บำบัดด้วยน้ำมันหอมระเหย

มีอยู่หลายกลิ่นที่มีสรรพคุณช่วยลดอาการปวดศีรษะ คลายเครียด ปรับอารมณ์และจิตใจให้สมดุล ช่วยให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า เช่น กลิ่นลาเวนเดอร์  กลิ่นสะระแหน่หรือเปปเปอร์มินต์  กลิ่นโหระพา ฯลฯ เมื่อรู้สึกมีอาการก็ใช้สูดดมตามปกติ

4.ดื่มน้ำสมุนไพร

พืชผักสมุนไพรที่สามารถช่วยลดอาการปวดไมเกรน และยังบรรเทาอาการแทรกซ้อนอื่นๆ ได้ดี เช่น ต้นมะตูม น้ำขิงจากเหง้าขิงแก่ น้ำต้มจากต้นกะเพราแดง น้ำจากใบบัวบก ฯลฯ

5.พืชผักช่วยรักษา

มีพืชผักอีกหลายชนิดที่เราสามารถนำมาปรุงอาหารเพื่อช่วยต้านอาการปวดไมเกรนแล้วยังช่วยเพิ่มพลังให้แก่สมองอีกด้วย เช่น ผักใบเขียว ผักหวาน ถั่วเมล็ดแห้ง เห็ดหอมสด ฟักทอง กระเทียม ดอกแค พริกไทยดำ ข้าวซ้อมมือ เนื้อแดง หมู ปลา ฯลฯ ยิ่งในช่วงที่มีอาการปวดศีรษะให้พยายามกินอาหารเหล่านี้ก็จะช่วยได้ดี

6.การนั่งสมาธิ

หาห้องหรือมุมสงบ มีอากาศถ่ายเทสะดวก แล้วนั่งขัดสมาธิ หลับตา หายใจเข้าลึกๆ และหายใจออกช้าๆ พร้อมกับทำจิตใจให้สบาย ไม่กังวล สมาธิอยู่ที่ลมหายใจเข้า-ออก ทำไปเรื่อยๆ ความรู้สึกปวดศีรษะจะค่อยๆ ลดลง วิธีนี้หากทำเป็นประจำนอกจากแก้ไมเกรน แบบไม่ต้องพึ่งยาแล้ว ยังช่วยให้เรามีอารมณ์ด้านบวกมากขึ้น

วิธีรักษาไมเกรนแบบธรรมชาติเหล่านี้อาจไม่ได้ทำให้โรคไมเกรนหายขาด เป็นแค่เพียงการช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดและช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะจากโรคไมเกรน ทางที่ดีควรปรึกษาและรักษาไมเกรนโดยแพทย์เฉพาะทางควบคู่ไปด้วยนะคะ

 

บทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับการรักษาไมเกรน

รู้กันหรือยังว่า มีวิธีรักษาไมเกรน โดยไม่ต้องทานยาแก้ปวด

รักษาไมเกรนที่ไหนดี ไม่ต้องการทานยาอีกต่อไปแล้ว

ปวดไมเกรนประจำเดือน

ทำไมถึงปวดไมเกรนมากขึ้น เวลามีประจำเดือน

อาการปวดศีรษะไมเกรน เป็นอาการปวดศีรษะที่พบได้บ่อยเป็นอันดับ 2 รองจากอาการปวดศีรษะจากกล้ามเนื้อเกร็ง (Tension type headache) พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายประมาณ 2-3 เท่า เนื่องจากเกี่ยวกับระบบฮอร์โมนของร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงแตกต่างกันไป เพศหญิงจะมีการผลิตฮอร์โมน “เอสโตรเจน (estrogen)” จากรังไข่ ซึ่งฮอร์โมนนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จนกระทั่งเข้าสู่ช่วงวัยหมดประจำเดือน ฮอร์โมนนี้จึงมีระดับคงที่

โดยผู้หญิงในช่วงก่อนมีประจำเดือนจะเกิดการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศ ก่อนมีประจำเดือน 1-3 วันระดับเอสโตรเจนจะลดลงอย่างรวดเร็ว (estrogen withdrawal) ในผู้ที่สมองมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นมากกว่าปกติ (จากพันธุกรรม) หรือผู้ที่เป็นโรคปวดศีรษะไมเกรนอยู่แล้ว จะเกิดการกระตุ้นให้ทำให้ปวดศีรษะไมเกรนได้

ผู้หญิงไมเกรน


ในช่วงก่อนหมดประจำเดือน (premenopausal) เป็นอีกช่วงอายุที่สามารถพบอาการปวดศีรษะไมเกรนเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนเพศได้มาก ระดับฮอร์โมนไม่คงที่ รวมทั้งอาจจะมีปัญหาเรื่องร้อนวูบวาบในเวลากลางคืน ทำให้การนอนหลับไม่ดี เกิดการกระตุ้นให้ปวดศีรษะไมเกรนได้ง่าย

อาการปวดศีรษะมักจะเกิดก่อนที่จะมีประจำเดือน 2 วัน จนถึงขณะที่มีประจำเดือนวันที่ 3 ได้ อาการปวดศีรษะมักจะเกิดรุนแรงมากกว่าและเป็นนานกว่าไมเกรนปกติ พบอาการอื่นร่วมกับอาการปวดศีรษะ เช่น คลื่นไส้, อาเจียน, มีความไวต่อ แสง-เสียง-กลิ่น เพิ่มมากขึ้น ในผู้ป่วยบางรายตอบสนองไม่ดีต่อยารักษาไมเกรนแบบเฉียบพลัน หรือมีการปวดศีรษะกลับเป็นซ้ำใหม่ได้มากกว่าปกติ อาการไมเกรนอาจใช้เวลานาน 4 -72 ชั่วโมง และผู้ป่วยมักรู้สึกอ่อนเพลียมากหลังอาการปวดศีรษะหายไป

ฮอร์โมน

ดังนั้นในรายที่มีปัญหาความเครียดสะสม บวกกับภาวะฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงอาจจะทำให้อาการไมเกรนกำเริบหนักในแต่ละเดือน ส่งผลต่อการใช้ชีวิตและการเรียนการทำงาน  แพทย์อาจแนะนำให้รับประทานยาคุมกำเนิดเพื่อปรับสมดุลฮอร์โมน โดยถ้าอาการไมเกรนยังมีมากอยู่ แพทย์อาจจะแนะนำการฉีดท็อกซินเพื่อรักษาและควบคุมอาการปวดไมเกรนเพื่อลดอาการไมเกรน ร่วมไปด้วย

 

รักษาไมเกรนกับหมอสมอง

เหตุใดจึงควรฉีดท็อกซินรักษาไมเกรนกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสมองเท่านั้น

  • ถึงแม้ว่าตัวยาโบทูลินั่มทอกซินจะใช้กันอย่างแพร่หลาย ในกลุ่มแพทย์ความงาม แต่การใช้ยาต่างกับการฉีดเพื่อรักษาไมเกรนอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็น การผสมยา ปริมาณยารวม ตำแหน่งที่ฉีด และวิธีการฉีด ถ้าไม่ใช่แพทย์เฉพาะทางนอกจากจะได้ผลไม่ดีแล้ว ยังอาจเกิดผลข้างเคียงได้
  • เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่าตัวยาโบทูลินั่มทอกซินจัดเป็นสารพิษออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท มีผลทำให้กล้ามเนื้อเป็นอัมพาตชั่วคราว ดังนั้นในการนำมาใช้ควรต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ รวมทั้งการฉีดรักษาไมเกรนนั้นจะใช้ปริมาณยามากกว่าฉีดลดริ้วรอย ถึงสามเท่า ดังนั้นการฉีดท็อกซินรักษาไมเกรนควรทำโดยแพทย์เฉพาะทางด้านสมอง เพื่อให้ได้ผลเต็มที่ และเกิดผลข้างเคียงน้อยที่สุด

มั่นใจกับการรักษาไมเกรนเรื้อรังที่ BTX migraine center 

BTX migraine center  ตรวจรักษาโดยนายแพทย์ปริญญ์ บุญชัด แพทย์เฉพาะทางด้านระบบประสาทและสมอง ( Neurologist )  ดังนั้นคนไข้จึงมั่นใจในคุณภาพการรักษาโดยแพทย์เฉพาะทางที่มีความเชี่ยวชาญ 

1. ตรวจรักษาโดยแพทย์เฉพาะทางระบบประสาท Neurologist

สามารถบ่งบอกอาการและรักษาได้ละเอียดแม่นยำ และที่สำคัญที่สุดคือการฉีดท็อกซิน รักษาไมเกรน ต้องใช้แพทย์เฉพาะทางที่เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์เท่านั้น

2. ค่าใช้จ่ายต่ำกว่าโรงพยาบาล

การรักษาไมเกรนนั้นมีค่าจ่ายที่สูง ไม่ว่าจะเป็นยาแก้ปวดรุ่นใหม่ๆ พวกวิตามิน ต่างๆ รวมไปถึงการรักษาด้วยการฉีดท็อกซิน ซึ่งการรักษาที่ BTX migraine center มีค่าใช้จ่ายที่เบากว่า 40% เมื่อเทียบกับโรงพยาบาลเอกชน

โบทอก

3. ลดผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นจากการกินยาแก้ปวด

เพราะการฉีดท็อกซิน type A จะช่วยลดอาการปวดไมเกรนได้อย่างมีนัยยะสำคัญ จึงสามารถลดอัตราการใช้ปริมาณยาแก้ปวดได้มากกว่า 70-90% จึงสามารถลดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ต่อตับ ไตและกระเพาะอาหาร ที่เกิดจากการใช้ยาแก้ปวดติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ 

ยาไมเกรน

4.ตัวยาโบทอกซ์แท้ ปลอดภัย ได้มาตรฐาน ออกฤทธิ์การรักษาได้ตรงจุด 

สามารถช่วยลดความรุนแรงของอาการปวดศีรษะ และลดความถี่ของอาการปวดศีรษะ  ได้มากกว่า 90% และยังพบว่าการฉีดท็อกซิน รักษาไมเกรนนั้นยังช่วยลดริ้วรอยที่บริเวณหน้าผากให้ลดน้อยลง ถือเป็นผลข้างเคียงที่สร้างความพึงพอใจให้กับผู้เข้ารับการรักษาอย่างมาก 

สำหรับผู้ป่วยไมเกรนที่เรื้อรัง ปวดรุนแรง กินยาไม่ดีขึ้น มีผลข้างเคียงจากการกินยา ต้องหยุดเรียนหรือหยุดงานบ่อยๆ มีการรักษาวิธีใหม่เป็นทางเลือกเสริม คือการฉีดท็อกซินรักษาไมเกรน ที่สามารถคลายกล้ามเนื้อบริเวณบ่า ไหล่ และรอบศีรษะ ช่วยบรรเทาอาการปวดไมเกรนได้มากกว่า 90%  เป็นการรักษาที่มีงานวิจัยรองรับว่าได้ผลดี และใช้กันแพร่หลายทั่วโลก  ลดการกินยาแก้ปวดและทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น สำคัญที่สุดคือต้องรักษาโดยแพทย์เฉพาะทางระบบสมองที่มีความเชี่ยวชาญเท่านั้น 

 

สาเหตุไมเกรน

10 สาเหตุที่ก่อให้เกิดไมเกรน

โรคไมเกรน พบมากในประชากรราว 15% นั่นหมายความว่าไมเกรน (migraine) เป็นโรคปวดศีรษะที่มีคนเป็นบ่อยเป็นอันดับสอง รองจาก tension-type headache ดังนั้นหมายความมว่าในประเทศไทย มีคนเป็นไมเกรนมากถึง 10 ล้านคน 

ถึงแม้ไมเกรนจะไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่อาการปวดนั้นค่อนไปทางรุนแรง และมักจะเป็นซ้ำบ่อยๆ บางรายเป็นเรื้อรัง ปวดศีรษะทุกวัน ทำให้มีผลกระทบทางเศรษกิจค่อนข้างมาก ทั้งในแง่ของผู้ป่วยจำนวนมากที่ต้องหยุดงาน เสียรายได้ และเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาเพราะยาไมเกรนบางตัวราคาค่อนข้างแพงมาก  ดังนั้นการดูแลตนเองเพื่อป้องกันให้เกิดอาการปวดไมเกรนน้อยลง จึงเป็นสิ่งสำคัญ วันนี้เราจะมาสรุป 10 สาเหตุที่ก่อให้เกิดไมเกรนเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงและดูแลคุณให้ห่างไกลจากไมเกรน 

1.พฤติกรรมการนอน

การนอนหลับน้อยหรือมากเกินไป ล้วนแต่ก่อให้เกิดไมเกรน ดังนั้นคุณควรนอนให้ได้วันละ 7-9 ชั่วโมงต่อวัน และจำกัดการบริโภคเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนในระหว่างวันที่มากจนเกินไปเพราะอาจทำให้เกิดอาการตาค้างนอนไม่หลับในช่วงกลางคืน จนทำให้คุณพักผ่อนไม่เพียงพอได้

2.ความเครียด

ความเครียดและความกังวลเป็นปัจจัยในการเกิดโรค ปวดหัวไมเกรน อีกทั้งยังทำให้อาการของโรคแย่ลงไปอีก ในกรณีที่คุณกำลังประสบกับ ไมเกรน ดังนั้นคุณควรหากิจกรรมเพื่อบรรเทาความเครียด เช่น การออกกำลังกาย  การทำกิจกรรมที่คุณสนใจ เป็นต้น

เครียด

3.ใช้ยาแก้ปวดมากเกินไป

หากคุณใช้ยาแก้ ปวดหัว เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นยาอะเซตามิโนเฟน ( aceteminophen ) หรือไอบูโพรเฟน ( Ibuprofen ) ก็ล้วนแต่เป็นสาเหตุที่ทำให้คุณเป็นไมเกรนบ่อยและรุนแรงขึ้น

4.ความผวนผันของฮอร์โมน

ฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการเกิดประจำเดือนของผู้หญิงสามารถทำให้เกิด อาการไมเกรน ได้ด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ดีหากคุณใช้วิธีฮอร์โมนบำบัดแล้วอาการไม่ดีขึ้น คุณอาจลองปรึกษาหมอหรือเภสัชกรให้จ่ายยาคุมกำเนิดเพื่อลดความผันผวนของฮอร์โมน

5.แพ้กลิ่น

ผู้ที่มีจมูกไวต่อกลิ่นจะมีแนวโน้มที่เป็น ปวดหัวไมเกรน โดยกลิ่นที่มักเป็นสาเหตุของโรคนี้ เช่น น้ำหอม ดอกไม้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ควันบุหรี่ ฝุ่น เป็นต้น ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการสูดดมสิ่งดังกล่าวโดยอาจพกผ้าปิดจมูกเพื่อเป็นตัวช่วยหากต้องอยู่ในสถานการณ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

หลีกเลี่ยงฝุ่น

6.บริโภคอาหารที่มีสารสังเคราะห์เยอะ

สาเหตุไมเกรน  อาจจะมาจากอาหารที่มีส่วนผสมของโมโนโซเดียมกลูตาเมตหรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อของผงชูรส ไนเตรตและแอสปาแตม ล้วนแต่เป็นตัวการที่ก่อให้เกิด อาการไมเกรนที่รุนแรงขึ้น ซึ่งอาหารที่มีผงชูรสเยอะ เช่นอาหารจานด่วน และ พวกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง

7.อยู่ในที่มีแสงจ้าเกินไป

การที่สายตาโดนแสงแดดหรือหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ในทันทีและมีแสงสว่างมากเกินไปสามารถทำให้ อาการไมเกรนของคุณกำเริบ ดังนั้นหากคุณรู้ตัวว่ามีสายตาที่ไวต่อแสงก็ควรสวมแว่นตากันแดด และใส่หมวกเมื่อต้องออกไปข้างนอกบ้าน

8.บริโภคอาหารไม่ครบมื้อ

หากคุณบริโภคอาหารไม่ครบมื้อ คุณอาจกำลังมีความเสี่ยงที่เป็น ไมเกรนระยะแรก ได้ง่ายด้วย ถึงแม้ว่ายังไม่มีสาเหตุที่ชี้ชัดแต่สามารถสันนิษฐานได้ว่าเกิดจากการที่ร่างกายมีน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไปเนื่องจากภาวะขาดอาหาร จะส่งผลให้มีอาการปวดศีรษะได้

9.อารมณ์

คุณทราบหรือไม่ว่าอารมณ์ของคุณเชื่อมโยงกับ สาเหตุของโรคไมเกรน การจัดการกับอารมณ์ตนเองไม่เพียงแต่จะช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้น แต่ยังช่วยบรรเทา อาการไมเกรน ได้อีกด้วย 

โมโห

10.บริโภคเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน

เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน คงหนีไม่พ้นกาแฟ ซึ่งหากคุณดื่มกาแฟมากเกินไปก็จะทำให้อาการไมเกรนแย่ลงไปอีก ในทางกลับกันหากคุณดื่มกาแฟทุกเช้าแล้วมาเลิกกลางคัน อาจส่งผลให้คุณรู้สึกปวดหัวไมเกรน ดังนั้นหากคุณยังไม่สามารถเลิกกาแฟได้ ก็ให้พยายามจำกัดการดื่มในแต่ละวันไม่ให้มากจนเกินไป

เพียงเท่านี้คุณก็สามารถดูแลตัวเองให้ห่างไกลจากไมเกรนได้ เพื่อสุขภาพสมองที่ดีของตัวคุณเองและสามารถใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้นไม่ต้องพึ่งยาแก้ปวดอยู่เป็นประจำนั่นเอง