วิธีรักษาไมเกรน

จะดีกว่าไหมถ้ามี วิธีรักษาไมเกรน ที่ดีกว่าการทานยา

รู้กันหรือยังว่า มีวิธีรักษาไมเกรน โดยไม่ต้องทานยาแก้ปวดไมเกรนหรือแล้ว ?

สำหรับวิธีที่ว่านี้ ก็คือ หนึ่งในวิธีรักษาไมเกรน ด้วยการฉีดท็อกซิน ซึ่งกำลังได้รับความนิยมมากๆ อยู่ในปัจจุบัน แต่บอกก่อนนะว่า…ต้องเป็นท็อกซินแท้ที่ได้รับการรับรองหรือยืนยันการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ที่รู้วิธีการรักษาไมเกรนด้วยการฉีดท็อกซินอย่างแท้จริง ไม่เช่นนั้น นอกจากไมเกรนจะไม่หายแล้ว อาจจะได้รับผลกระทบอื่นๆ ตามมาอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของท็อกซินที่ฉีดเข้าไปไม่ได้มาตรฐาน แถมอาจจะเจอภาวะการต่อต้านท็อกซินของร่างกายที่ได้รับเมื่อฉีดเข้าไป

 

วิธีรักษาไมเกรน

 

สำหรับวิธีการรักษาด้วยการฉีดท็อกซินรักษาไมเกรน จริงๆ แล้วในต่างประเทศ เป็นวิธีการรักษาที่มีมานานแล้ว แต่สำหรับในประเทศไทย บางคนยังไม่รู้ว่ามีวิธีการรักษาด้วยการฉีดท็อกซินแล้วดีขึ้น หรือในบางราย อาการปวดหัวไมเกรนไม่กำเริบปวดกลับมาอีกเลย นี่จึงเป็นข้อดีว่า ทำไม ถึงได้รับการยอมรับและเป็นที่นิยมนำมาฉีดเพื่อรักษากันอย่างแพร่หลายด้วย

 

วิธีรักษาไมเกรน

 

สำหรับวิธีการฉีดท็อกซิน เพื่อรักษา ที่ BTX migraine center เอยาคลินิก  ของเราจะทำการวินิฉัยความรุนแรงของอาการปวดไมเกรน และอาจจะทำการฉีดเพื่อรักษาในทุกๆ 4 เดือนโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบบประสาทและสมองที่มีการดูหรือเลือกตำแหน่งที่จะฉีดท็อกซินเข้าไป การรักษาจะต้องแม่นยำ ถูกต้อง เพื่อผลลัพธ์ที่ได้ และความคาดหวังที่จะรักษาเพื่อให้อาการปวดหัวไมเกรนหายขาดนั่นเอง ศูนย์ไมเกรนไทยแลนด์ของเรา มีผู้เชี่ยวชาญ เกี่ยวกับโรคไมเกรนโดยตรง พร้อมให้คำแนะนำ ให้คำปรึกษาก่อนการรักษาจึงมั่นใจได้ทั้งเรื่องความปลอดภัย และผลลัพธ์ที่ได้หลังจากได้รับการฉีดรักษาเรียบร้อยแล้ว พร้อมการติดตามผลการรักษาเป็นระยะๆ อีกด้วย

 

 

สำหรับคนที่สนใจวิธีรักษาไมเกรน ด้วยโบทอกซ์ สามารถเข้ามาพูดคุย ปรึกษาปัญหา พร้อมทำความเข้าใจ และรับการรักษาไมเกรนเรื้อรังและออฟฟิตซินโดรม ได้ที่ BTX migraine center เอยาคลินิก ตรวจรักษาโดยนายแพทย์ปริญญ์ บุญชัด แพทย์เฉพาะทางด้านสมอง เปิดทำการช่วงเวลา 11.00-20.30 น. หรือโทรสอบถามได้ที่ 090-970-0447 หรือ Line : @ayaclinic

 

เคล็ดไม่ลับรักษาไมเกรน

ปวดหัวเป็นไมเกรน จะมีวิธีรักษาไมเกรน อย่างไรให้หายขาดได้บ้าง ?

เผยเคล็ดไม่ลับ วิธีรักษาไมเกรน วิธีใหม่ด้วยการฉีดท็อกซินรักษาไมเกรน ให้ดีขึ้นได้

หลายๆ คน ที่เป็นไมเกรน คงจะกำลังมองหาทางออกสำหรับวิธีการรักษาอาการปวดหัวไมเกรน ด้วยการหลีกเลี่ยงการทานยา เพราะสุดท้าย วิธีการทานยาเพื่อระงับอาการปวดหัวไมเกรน เป็นการรักษาอาการปวดที่ปลายเหตุ ซึ่งปัจจุบัน ด้วยวิธีการรักษาทางการแพทย์ที่มีความก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว สำหรับคนที่ปวดหัวเป็นไมเกรนในปัจจุบัน สามารถรักษาและยับยั้งอาการปวดหัวไมเกรนได้ด้วยการฉีดท็อกซินเพื่อลดอาการปวด ซึ่งผลลัพธ์ในการรักษาบางราย หลังจากได้รับการฉีดท็อกซินเพื่อรักษาการปวดไมเกรน ก็ไม่มีการปวดดังกล่าวกำเริบกลับมาอีกเลย

 

วิธีรักษาไมเกรน

 

วิธีรักษาไมเกรน ที่ถูกต้องและปลอดภัยด้วยการฉีดท็อกซิน ในปัจจุบัน เริ่มแพร่หลายมากขึ้น และได้รับการยอมรับจากผู้ที่ป่วยและมีอาการปวดหัวจากไมเกรน ซึ่งแน่นอนว่า ใครที่ไม่เคยมีอาการปวดหัวไมเกรน ก็คงจะไม่รู้ว่า อาการปวดไมเกรนนั้นมันทรมานขนาดไหน ซึ่งในบางราย ไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวัน ทำกิจกรรม หรือทำอะไรแต่ละวันที่เกิดการกำเริบของอาการปวดได้เลย ต้องหยุดงาน หยุดเรียน ที่สำคัญในปัจจุบัน พบว่า การปวดไมเกรนในบ้านเรา เริ่มมีมากขึ้น และเป็นผู้หญิงที่มีอาการปวดเป็นไมเกรนมากกว่าผู้ชายถึง 3 เท่า

 

วิธีรักษาไมเกรน

 

อาการปวดหัวไมเกรนนั้น อาจจะปวดขมับข้างใดข้างหนึ่ง เพียงข้างเดียว หรือ สองข้างก็ได้ และมักจะมีอาการปวดที่เดิมซ้ำๆ ซึ่งส่วนที่พบว่าปวดบ่อยๆ อาจจะเกิดขึ้นได้บริเวณ เบ้าตา หรือขมับ อาการปวดจะปวดตุ้บๆ ตามจังหวะการเต้นของชีพจร ซึ่งถ้ารายที่แสดงอาการหนักๆ อาจจะมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วยได้

 

มาดูกันต่อว่าทำไม การฉีดโบท็อก ถึงเป็นวิธีการรักษาไมเกรนที่ได้ผลลัพธ์ที่ดีได้

อาการปวดหัวไมเกรน เกิดจากการตึงตัวของกล้ามเนื้อ บริเวณบ่าและคอ ทำให้เกิดการติดขัดหรือรบกวนการไหลเวียนของเลือดที่ระบบร่างกายส่งไปเลี้ยงยังสมอง ทำให้เกิดอาการตึงและปวด เนื่องจากเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ทำให้ทุกครั้งที่อาการปวดไมเกรนกำเริบ จะทำให้ผู้ที่เกิดอาการปวด เห็นแสงระยิบระยับ เวียนศรีษะ คลื่นไส้ อาเจียนตามมานั่นเอง

 

วิธีรักษาไมเกรน

 

อย่างที่รู้กันว่า ท็อกซิน เป็นสารโปรตีนบริสุทธิ์ ที่สกัดมาจากแบคทีเรียชนิดหนึ่ง ที่ช่วยเรื่องการคลายตัวของกล้ามเนื้อที่มีการหดตัว ซึ่งเมื่อได้รับการฉีดเข้าไป จะทำให้อาการตึงของกล้ามเนื้อเกิดการคลายตัวทำให้ช่วยลดความรุนแรงของอาการปวดหัวไมเกรนได้ ซึ่งการรักษาด้วยการฉีดท็อกซิน ลดอาการปวดหัวไมเกรน ยังปลอดภัย และได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการกินยาเพื่อรักษาอาการปวดอีกด้วย แถมยังมีผลข้างเคียงที่กระทบต่อการใช้ชีวิตของผู้ป่วยด้วยโรคนี้น้อยมาก ทำให้ผู้ที่ได้รับการรักษาไม่เพียงแต่หายจากอาการปวด ยังทำให้ผิวหน้าและดูอ่อนวัยขึ้นอีกด้วย แล้วแบบนี้ ไม่ว่าจะผู้หญิงหรือผู้ชาย ใครบ้างจะไม่พอใจและไม่ชอบด้วยวิธีการรักษาแบบนี้ได้

 

สำหรับ วิธีรักษาไมเกรน ด้วยการฉีดท็อกซิน จะฉีดในทุกๆ 4 เดือนโดยแพทย์เจ้าของไข้จะมีการวินิฉัยและเลือกตำแหน่งฉีดเฉพาะ ซึ่งจะต้องเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบบประสาทและสมอง เพราะไม่เช่นนั้น ผลลัพธ์ที่ได้ อาจจะทำให้อาการปวดไมเกรน ไม่ดีขึ้นหรือหายขาดนั่นเอง ซึ่งที่ ศูนย์ไมเกรนไทยแลนด์ เรามีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ให้คำแนะนำ ให้คำปรึกษาและรักษาโดยตรง จึงมั่นใจได้ ทั้งเรื่องความปลอดภัย และผลลัพธ์ที่ดีหลังจากรักษา

 

 

สำหรับคนที่สนใจการรักษาไมเกรนด้วยวิธีฉีดท็อกซิน สามารถเข้ามาพูดคุย ปรึกษาปัญหา พร้อมทำความเข้าใจ และรับการรักษาไมเกรนเรื้อรังและออฟฟิตซินโดรม ได้ที่ BTX migraine center เอยาคลินิก ตรวจรักษาโดยนายแพทย์ปริญญ์ บุญชัด แพทย์เฉพาะทางด้านสมอง เปิดทำการช่วงเวลา 11.00-20.30 น. หรือโทรสอบถามได้ที่  090-970-0447 หรือ Line : @ayaclinic

วิธีรักษาไมเกรน

วิธีรักษาไมเกรน แบบแพทย์ทางเลือกในปัจจุบัน

คุณสามารถบรรเทาอาการไมเกรน ให้ดีขึ้นได้ ด้วยวิธีรักษา แบบไม่ต้องทานยากันให้วุ่นวายอีกต่อไป

 

ต้องบอกว่า วิธีรักษาไมเกรน มีหลายรูปแบบ การรักษาแบบการแพทย์ทางเลือกในปัจจุบัน ได้รับความนิยม และเป็นที่ยอมรับกันมากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มมีการประยุกต์ใช้ศาสตร์และวิธีการต่างๆ ที่มากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงสำหรับผู้ป่วยไม่ให้ทานยาต่อเนื่อง หรือทานยามากจนเกินไป เพราะเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้ว  ว่าหากคนไข้ไม่ว่าโรคภัยใดๆ ก็ตาม หาได้รับปริมาณยาที่ทานเข้าไปต่อเนื่อง และมีจำนวนมากๆ แล้ว จะมีอันตรายต่อตับและไตของตัวผู้ป่วยในระยะยาวนั่นเอง

 

วิธีรักษาไมเกรน

 

และหนึ่งในโรคที่หลายๆ คน รู้จักกันดี ก็คือ โรคไมเกรน ซึ่งก่อนหน้านี้ จะมีบทความที่พูดถึงโรคนี้ ว่ามีจุดเริ่มต้น ความเสี่ยง รวมถึง อาการต่างๆ ที่บ่งบอกว่า ตัวเรากำลังอาจจะเป็นโรคนี้อยู่ ซึ่งสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่

 

สำหรับวิธีรักษาไมเกรนที่ได้รับความนิยมมากที่สุดอีกหนึ่งวิธี การคือ การฉีด TOXIN TYPE Aเพื่อรักษาอาการปวดหัว จากโรคไมเกรน ซึ่งจากผลการวิจัย พบว่าวิธีรักษาด้วยการฉีดท็อกซิน ชนิด A เมื่อร่างกายได้รับสารตัวนี้เข้าไปแล้วจะทำให้กล้ามเนื้อต่างๆ คลายตัว นอกจากนี้ ยังช่วยเรื่องปลายประสาทต่างๆ ลดอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงจากไมเกรนได้ดีกว่าการรับประทานยาแก้ปวดเป็นประจำอยู่แล้วนั่นเอง

 

วิธีรักษาไมเกรน

 

สำหรับท่านใด ที่คิดว่าตัวเอง มีอาการเริ่มต้น ของการเป็นไมเกรน หรือพบว่าตัวเองเป็นโรคไมเกรนอยู่แล้ว กำลังรับประทานยาแก้ปวด หรือยาที่เกี่ยวกับโรคไมเกรน แต่ต้องการปรับเปลี่ยนวิธีการรักษาแนวใหม่ ที่ไม่ต้องทานยาแก้ปวดอีกต่อไป ทางเลือกนี้อาจจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับคุณ !!!!

 

วิธีรักษาไมเกรน

 

BTX migraine center เราคือผู้เชี่ยวชาญ เกี่ยวกับ การรักษาด้วยการฉีดท็อกซินรักษาโรคไมเกรน โดยไม่ต้องทานยาอีกต่อไป กับนายแพทย์ปริญญ์ ซึ่งมีเคสเกี่ยวกับไมเกรน เข้ามารับการรักษา และไม่มีอาการปวดหัวจากไมเกรนอีกหลังจากรับการรักษากับทางคลินิก และนอกจากนี้ทางเราพร้อมให้คำแนะนำและสามารถเข้ามารับคำปรึกษาก่อนการรักษาได้ ฟรี !!!

ตรวจและรักษาไมเกรนที่ไหนดี แนะนำศูนย์รักษาไมเกรนโดยแพทย์เฉพาะทาง

รักษาไมเกรนที่ไหนดี

ปวดหัวไมเกรน เป็นแบบนี้บ่อยๆ รักษาไมเกรนที่ไหนดี

รักษาไมเกรนที่ไหนดี ใครรู้ช่วยบอกหน่อย ? อยากหายขาด โดยไม่ต้องกินยาอีกต่อไป

สำหรับใครที่ยังคิดว่า เป็นไมเกรนแล้วยังต้องกินยาแก้ปวดเรื่อยๆ ลองมาดูวิธีการลดความเสี่ยงและหลีกเลี่ยงการเกิดอาการปวดหัวไมเกรนกันดีกว่า ? แล้วเราจะรักษาตัวกันอย่างไร รักษาไมเกรนที่ไหนดี วันนี้เรามีคำตอบมาฝากเพื่อนๆ กันจ้า

ทุกครั้งที่คุณปวดหัว คุณรู้หรือไม่ ? ว่าคุณมีความเสี่ยงที่จะเป็นไมเกรน ?

หลายๆ คนในที่นี้ อาจจะรู้จักและคุ้นหูกับคำว่า ไมเกรน (Migraine) ซึ่งมันคือ อาการปวดหัวชนิดหนึ่งที่ตรวจไม่พบสาเหตุผิดปกติในโพรงกะโหลกศรีษะ ซึ่งลักษณะของอาการปวดจะเป็นๆ หายๆ โดยมีส่วนกระตุ้นหรือสิ่งเร้าต่างๆ ที่ทำให้เกิดอาการปวด เช่น แสง เสียง กลิ่น ควัน หรือแม้แต่อากาศที่ร้อนอบอ้าวมากจนเกินไป ก็ทำให้เกิดการกำเริบของอาการปวดไมเกรนได้

รักษาไมเกรนที่ไหนดี

 

สำหรับการปวดหัวที่จะบ่งบอกว่าคุณเป็นไมเกรน จะต้องดูว่า เข้าเกณฑ์ทั้งหมด 3 ข้อนี้ด้วยหรือไม่

  1. ระยะเวลาในการปวดหัวของคุณจะอยู่ที่ 4-72 ชั่วโมง
  2. มีอาการปวดหัวข้างเดียว ปวดหัวแบบตุบๆ ปวดหัวอย่างรุนแรงมาก เมื่อได้ทำกิจกรรมระหว่างวัน ไม่ว่าจะเป็นการเดินขึ้นบันได หรือการเดินธรรมดาก็ตาม
  3. มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือเป็นโรคสภาวะการกลัวแสงหรือกลัวเสียงทุกครั้งที่จะเริ่มปวดหัว

อาการปวด ก็จะแบ่งออกเป็น การปวดหัวอย่างน้อยๆ  14-15 วันต่อเดือน หรือมีอาการปวดหัวเรื้อรัง โดยมีความถี่ในการปวดมากขึ้น เฉลี่ย 15 วันต่อเดือนต่อเนื่องกันมากกว่า 3 เดือน

 

การป้องกันและรักษาไม่ให้เกิดภาวะการปวดหัวไมเกรน

เราเองควรสังเกตปัจจัยที่ก่อให้เกิดการกระตุ้นการปวดหัวไมเกรน ซึ่งแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน บางคนเกิดจากสภาพแวดล้อม บางคนเกิดจากอาหารบางประเภท ซึ่งเราจะต้องหลีกเลี่ยง ก็จะช่วยป้องกันอาการปวดหัวเนื่องจากไมเกรนได้ ซึ่งจะต้องค่อยๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต รวมถึงการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ จัดสรรร่างกาย ความคิดต่างๆ ไม่ให้เกิดความเครียด ก็จะช่วยป้องกันการเกิดอาการปวดหัวจากไมเกรนได้

รักษาไมเกรนที่ไหนดี

 

วิธีการรักษาอาการปวดหัวจากไมเกรน ไม่ต้องทานยา สามารถรักษาได้ด้วยวิธีต่างๆ ดังนี้

1.หากเรามีอาการปวดหัวไมเกรน ไม่รุนแรง สามารถ นอนพัก บีบนวด หรือประคบเย็นรักษาอาการปวดหัวไมเกรนได้

2.สามารถรักษาด้วยการฉีด TOXIN TYPE A เพื่อรักษาอาการปวดหัวจากไมเกรนได้ ซึ่งปัจจุบันมีการรักษาด้วยวิธีนี้มาใช้กันมากขึ้น เพราะทำให้ผู้ป่วยที่เป็นไมเกรน ไม่จำเป็นต้องทานยาแก้ปวดบ่อยๆ อีกต่อไป แถมอาการปวดหัวจากไมเกรนที่เคยเป็นอยู่ก็หายไป แต่ผู้ป่วยเอง ก็จะต้องหลีกเลี่ยงสิ่งเร้าต่างๆ ที่จะทำให้เกิดภาวะเสี่ยงต่อการปวดหัวไมเกรน ร่วมด้วย

รักษาไมเกรนที่ไหนดี

อาการปวดหัวไมเกรน สามารถรักษาได้ หากผู้ป่วย เข้าใจและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต เพื่อลดความเสี่ยงและหลีกเลี่ยง ภาวะที่จะทำให้เกิดอาการปวดหัวจากไมเกรน สำหรับใครที่อาจจะยังมีอาการปวดหัวจากไมเกรนบ่อยๆ แล้วอาการไม่ดีขึ้น หรือรู้สึกว่า ไม่อยากจะทานยาแก้ปวดอยู่บ่อยๆ ไม่รู้จะรักษาไมเกรนที่ไหนดี การรักษาด้วยการฉีดท็อกซิน เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี ที่ตอบโจทย์ให้กับคุณ พูดคุยและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกับเราได้ที่  BTX migraine center @ สาขา ลาดพร้าววัน โทร. 090-970-0447

วิธีรักษาไมเกรนให้หายขาด มีอะไรบ้าง บอกลาอาการปวดหัวเรื้อรัง

การออกกำลังกายสำหรับคนเป็นไมเกรน ต้องออกยังไง?

ใครๆ ก็รู้ว่าการออกกำลังกายเป็นประจำคือหนึ่งในส่วนสำคัญที่ทำให้ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ ทำให้การทำงานของสมองลื่นไหล สดชื่น กระปรี้กระเปร่า ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานอวัยวะในร่างกาย เอาเป็นว่า เต็มไปด้วยข้อดีทั้งนั้น

แต่สำหรับคนเป็นไมเกรน การออกกำลังกายอาจจะมีแนวโน้มที่จะทำให้คุณปวดหัวมากขึ้นก็เป็นได้ ส่วนจะเป็นเพราะอะไรนั้น บทความนี้จะพาคุณไปดูกันว่าการออกกำลังแบบไหนที่เหมาะหรือไม่เหมาะกับคนเป็นไมเกรน

การออกกำลังกายมีผลยังไงกับไมเกรน

สำหรับใครที่มีอาการปวดหัวไมเกรน คุณอาจจะพบว่าการออกกำลังกายไม่ได้เป็นเรื่องน่าพิศมัยและทำให้กระปรี้ประเปร่าแบบคนอื่น แต่กลับทำให้มีอาการปวดหัวแทนได้

จากการศึกษา พบว่ากว่า 38% ของผู้เข้าร่วมทดลองนั้นมีอาการปวดหัวไมเกรนหลังการออกกำลังกาย และกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ร่วมทดลองถึงกับต้องหยุดออกกำลังกายเพื่อที่จะหยุดอาการปวดหัวไมเกรนเหล่านั้นเสีย

แม้ว่าจะไม่สามารถฟันธงอะไรได้ชัดเจน แต่จากการศึกษามากมายก็สามารถให้ข้อสรุปเบื้องต้นได้ว่า การออกกำลังกายที่มีการเคลื่อนไหวร่างกายหรือศีรษะที่หนักหน่วงรุนแรงเกินไป หรือมีการก้มๆ เงยๆ มากเกินไปจะกระตุ้นให้เกิดอาการปวดหัวไมเกรนนั่นเอง

ตัวอย่างการออกกำลังกายที่อาจกระตุ้นอาการไมเกรน

ตัวอย่างประเภทการออกกำลังการที่อาจไม่เหมาะและอาจกระตุ้นให้เกิดอาการไมเกรน ได้แก่

  • การวิ่ง (อาจขึ้นอยู่กับความเข้มข้นการของการวิ่งด้วย)
  • การยกน้ำหนัก
  • การทำกรรเชียงบกบนเครื่องเล่น (Rowing)
  • การว่ายน้ำ
  • การเล่นเทนนิส
  • การเล่นกีฬาที่ต้องวิ่งมากๆ ไปรอบสนาม เช่น ฟุตบอล บาสเกตบอล

อาการปวดหัวอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นตลอดเวลาขณะออกกำลังกาย อาจจะเกิดขึ้น ณ ช่วงระยะเวลาที่ใช้แรงมากๆ ขณะเล่นกีฬา หรืออาจเกิดขึ้นหลังเล่นออกกำลังกายไปแล้ว

ออกกำลังกายยังไงให้ห่างไกลไมเกรน

การจะออกกำลังกายให้ห่างไกลอาการไมเกรนต้องอาศัยการสังเกตตัวเองด้วยส่วนหนึ่ง ว่าเมื่อออกกำลังกายแบบไหนบ้างที่ไปกระตุ้นอาการปวดหัวของคุณ เพราะร่างกายของแต่ละคนก็อาจจะไม่เหมือนกัน สามารถรับความหนักเบาของการออกกำลังกายได้ไม่เท่ากัน

แต่ให้รู้ไว้ว่าเราไม่เคยมองว่าคนเป็นไมเกรนจะต้องหยุดออกกำลังกาย อย่างที่จะได้กล่าวไปแล้วข้างต้นว่าเราเชื่อว่าการออกกำลังกายนั้นเป็นเรื่องที่ดี และส่งดีมากมายต่อสุขภาพของผู้ออกกำลังกาย เพียงแต่ผู้ออกกำลังกายไม่ว่าจะเป็นไมเกรนหรือไม่เป็นก็ตาม ก็ต้องเข้าใจสภาพร่างกายของตัวเองให้ดีเสียก่อน อย่าหักโหมออกกำลังกายโดยไม่เข้าใจสภาพร่างกายตัวเอง

ทีนี้เรามาดูกันว่าถ้าอยากออกกำลังกายแล้วเลี่ยงอาการปวดหัวไมเกรนที่อาจจะตามมาภายหลัง ต้องพิจารณาอะไรกันบ้าง

เตรียมร่างกายให้พร้อม

ข้อนี้สำคัญมาก ไม่ว่าคุณจะทำไปเพื่อหลีกเลี่ยงการปวดหัวไมเกรนหรือไม่ก็ตาม การเตรียมร่างกายให้พร้อมก่อนออกกำลังกายมีความสำคัญไม่ว่ากับใครก็ตาม ซึ่งการเตรียมความพร้อมในทีนี้ก็คือ การรู้และเข้าใจข้อจำกัดของร่างกายตัวเอง ไม่หักโหม พักผ่อนให้เพียงพอก่อนการออกกำลังกาย รู้จักวอร์มอัพและคูลดาวน์อย่างเพียงพอ

ดื่มน้ำมากๆ

ข้อนี้อาจจะได้ยินกันมาบ่อยแล้ว แต่ก็เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องย้ำกันบ่อยๆ เพราะมีความสำคัญมากๆ อีกหนึ่งข้อ การจิบน้ำบ่อยๆ ระหว่างการออกกำลังกายจะทำให้ร่างกายสดชื่น ไม่ขาดน้ำที่เข้าไปหล่อเลี้ยงร่ายกาย ซึ่งอาการขาดน้ำนั้นคือศัตรูตัวฉกาจของคนเป็นไมเกรน

พิจารณาสภาพอากาศ

รู้หรือไม่ว่าสภาพอากาศนั้นมีผลกับการปวดหัวไมเกรนนะ อาการที่ร้อนชื้น (แบบเมืองไทยเรา) นั้นจะกระตุ้นให้เราเกินอาการไมเกรนกำเริบได้มากกว่าปกติ ดังนั้น คนที่เป็นไมเกรนจึงไม่ควรออกกำลังกายกลางแดด ควรจะเน้นการออกกำลังกายที่ยิม ฟิตเนสที่มีการเปิดเครื่องปรับอากาศ และมีการถ่ายเทอากาศที่ดีด้วย หรือออกกำลังกายในสวนสุขภาพขณะที่แสงแดดยังไม่แรงมาก เช่น ตอนเช้าตรู่

หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายในพื้นที่สูง

การออกกำลังกายในพื้นที่สูง เช่น การไปปีนเขา ขึ้นดอยต่างๆ เหล่านี้ ไม่เหมาะกับคนที่มีปัญหาเรื่องไมเกรน เพราะพื้นที่ราบสูงมีระดับออกซิเจนที่ค่อนข้างต่ำ ควรหลีกเลี่ยงการใช้แรงมากๆ ที่ทำให้คุณต้องเหนื่อยจะเป็นการดีที่สุด 

เปลี่ยนมาออกกำลังกายที่เน้นการเคลื่อนไหวแบบนุ่มนวล

การออกกำลังที่ไม่เหมาะกับคนปวดไมเกรนก็คือการออกกำลังกายแบบที่ต้องกระโดดโลดเต้น วิ่ง หรืออะไรก็ตามที่ใช้แรงมากเกินไป แน่นอนว่าดูจะเป็นเรื่องที่ยาก เพราะขึ้นชื่อว่ากีฬาหรือการออกกำลังกายส่วนใหญ่ก็ล้วนแล้วแต่จะต้องออกแรงเยอะ ต้องวิ่ง หรือกระโดดโลดเต้นทั้งนั้น แต่ก็ยังมีการออกกำลังกายบางประเภทนะที่ไม่เน้นการเคลื่อนไหวรุนแรง เช่น โยคะ พิลาทีส การเดินเร็ว เป็นต้น

สรุป

สิ่งสำคัญที่สุดที่เรามักจำย้ำบ่อยๆ คือ ให้รู้จักสังเกตร่างกายของคุณเอง แล้วปรับเปลี่ยนแผนการออกกำลังกายไปตามที่ร่างกายคุณบอก อย่าหักโหม หยุดเมื่อคุณรู้สึกปวดหัว แล้วลองหาอะไรที่เบากว่านั้นทำ ลองทำนำทิปส์ดีๆ ที่เรานำมานำเสนอไปปรับใช้เพื่อหาจุดที่พอดีสำหรับคุณ เพื่อที่คุณจะได้ออกกำลังกายอย่างสนุกสนานโดยไม่ต้องกังวลกับการปวดไมเกรนอีกต่อไป

นอกจากการออกกำลังกายแล้ว อย่าลืมจัดการความเครียด รับประทานอาหารให้เหมาะสมกับอาการไมเกรน ในกรณีที่การปวดหัวไมเกรนไม่ทุเลาและทวีความรุนแรงจนรบกวนคุณภาพชีวิตของคุณ ให้ไปปรึกษาแพทย์เพื่อหาทางแก้ไขที่ปลอดภัยและเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานยา หรือการฉีดโบท็อกซ์

7 สาเหตุทำไมปวดหัวตอนเช้า แก้ไขยังไงให้ถูกจุด

ปวดหัวตอนเช้า-หลังตื่นนอน เกิดจากอะไรได้บ้าง แล้วต้องแก้ยังไง

เคยมีอาการปวดหัวตอนเช้ากันหรือเปล่า ประมาณว่าตื่นเช้ามาแล้วก็รู้สึกปวดหัวหรือเวียนหัว จนอยากจะลางานตอนเช้ากันเลยทีเดียว เพราะมันไม่สดชื่นเอาซะเลย เวลาอื่นไม่เป็นดันมาเป็นตอนหลังตื่นนอน ทำให้หลงคิดไปว่านี่เราป่วยหรือเปล่านะ 

จริงๆ แล้วอาการปวดหัวตอนเช้าไม่ใช่เรื่องแปลกหรือหายาก มีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ออกมาพบว่าประมาณในจำนวนประชากร 1 ใน 13 ล้วนประสบพอเจอกับอาการปวดหัวในลักษณะนี้ โดยที่สาเหตุของอาการอาจจะแตกต่างกันออกไป ซึ่งสาเหตุจะมีอะไรบ้าง แล้วจะต้องแก้ไขยังไง บทความนี้มีคำตอบให้คุณ

1. คุณอาจกำลังเผชิญปัญหาไมเกรน

เชื่อว่าทุกคนต้องเคยได้ยินคำว่า “ปวดหัวไมเกรน” กันมาก่อนอยู่แล้ว ซึ่งการปวดหัวไมเกรนไม่ใช่เรื่องแปลกหรือหายากอะไรเลย เพราะมีคนจำนวนไม่น้อยเลยทั่วโลกที่กำลังเผชิญกับเจ้าอาการปวดหัวไมเกรน การที่คุณตื่นขึ้นมาตอนเช้าแล้วเผชิญกับอาการปวดหัว สาเหตุก็อาจจะมาจากไมเกรนก็เป็นได้ 

โดยพบว่าการปวดหัวไมเกรนส่วนใหญ่จะเกิดในช่วงระหว่างตี 4 ถึง 9 โมงเช้า ได้มีคำอธิบายจากผู้เชี่ยวชาญว่า สาเหตุนั้นเพราะช่วงเวลาตี 4 ถึง 9 โมงเช้าจะเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายผลิตอะดรีนาลีน (Adrenaline) ออกมามาก ทำให้ไปมีผลกับความดันหลอดเลือด และกระตุ้นให้ปวดหัวขึ้นมา อีกทั้งช่วงเวลานี้ร่างกายยังหลั่งสารที่จะช่วยระงับการเจ็บปวดโดยธรรมชาติอย่าง เอ็นโดฟินส์ (Endorphins) และเอนคีฟาลิน (Enkephalin) ออกมาน้อยมากด้วย

วิธีแก้ไข

ส่วนหนึ่งของการปวดหัวไมเกรนสามารถเกิดจากพันธุกรรม ซึ่งหมายความว่าอาจจะยากถ้าจะรักษาให้หายขาด คนที่ไม่ปวดก็จะไม่ปวดเลย ในขณะที่คนที่ปวดหัวไมเกรนก็จะเจอปัญหาปวดหัวไมเกรนไปตลอดจนเรื้อรัง และทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง แต่การปวดหัวไมเกรนสามารถบรรเทาได้ โดยส่วนใหญ่แล้วแพทย์จะแนะนำให้พักผ่อนให้เพียงพอ พยายามไม่เครียด รับประทานอาหารให้เหมาะสม เลือกรับประทานที่ดีกับสุขภาพ 

นอกจากนี้ยังสามารถรักษาได้ด้วยการฉีดโบท็อกซ์ อาจจะฟังน่ากลัว แต่วิธีนี้ได้รับการรับรองในระดับสากลแล้วว่าปลอดภัย การฉีดโบท็อกซ์จะช่วยลดการกระตุ้นเส้นประสาทที่ส่งผลให้เราเกิดอาหารปวดหัวให้บรรเทาลง แต่อย่าลืมนะว่าต้องเข้ารับการปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนเพื่อประเมินความเหมาะสมและจำเป็น และต้องฉีดโดยแพทย์เท่านั้น

2. คุณอาจกำลังเจอปัญหานอนกรน

การนอนกรนที่ดูเป็นอะไรที่ธรรมดาสามัญเสียเหลือเกินเองก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุของอาการปวดหัวตอนเช้าได้ การนอนกรนเองก็มีหลายระดับจากเป็นระดับน้อยๆ ไม่มีผลกระทบอะไรมาก ไปจนถึงเป็นหนักมากจนเกิดอาการหยุดหายใจชั่วขณะขณะหลับ ซึ่งอาจเป็นอันตรายได้ในกรณีที่เป็นหนักจริงๆ 

โดยอาการปวดหัวที่เกิดขึ้นตอนตื่นนั่นก็เพราะเกิดจากการที่ออกซิเจนไม่เพียงพอ มีผลทำให้ความดันเพิ่มขึ้น จนนำไปสู่อาการปวดหัวมึนหัวนั่นเอง

วิธีแก้ไข

ถ้าเรานอนคนเดียวอาจจะทำให้ไม่รู้ตัวว่าเรานอนกรนไหม แล้วกรนหนักแค่ไหน อาจจะต้องอาศัยให้คนที่นอนกับเราไม่ว่าจะเป็นครอบครัวหรือเพื่อนคอยช่วยสังเกตแล้วบอกเรา ซึ่งถ้าเขาบอกว่ากรนหนักมากจนดูเป็นปัญหา ก็อาจจะต้องไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้โดนเฉพาะเพื่อทำการตรวจการนอนหลับของเรา (Sleep Test) และรับคำแนะนำในการแก้ไขแต่เนิ่นๆ

3. คุณอาจกำลังเจอปัญหานอนกัดฟัน

การนอนบดฟันหรือนอนกัดฟันสามารถเกิดขึ้นได้เพียงแค่บางคืน หรืออาจจะนอนกัดฟันจนกลายเป็นนิสัยประจำขณะนอนหลับ การนอนกัดฟันติดต่อกันเป็นเวลานานจะทำให้รูปร่างหรือตำแหน่งของกรามเปลี่ยนแปลงไปจนทำให้เกิดอาการปวดหัว ปวดกราม และยังทำให้ฟันเกิดความเสียหายอีกด้วย

การนอนกัดฟันก็อาจจะเรียกได้ว่าคล้ายๆ กับการนอนกรนตรงที่เราทำอย่างไม่รู้ตัวขณะนอน หลายคนอาจจะคิดว่านอนกัดฟันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร อาจจะมองเป็นเรื่องขำขัน แต่ถ้าหากว่ามีอาการปวดหัวร่วมด้วย หรือถ้าเรากัดฟันหนักขนาดที่หมอฟันยังทักเรื่องนี้ ก็อาจจะต้องหาทางแก้ไขมัน

วิธีแก้ไข

ในเบื้องต้นแพทย์อาจจะแนะนำให้ลดและควบคุมระดับความเครียด เพราะการนอนกัดฟันอาจเป็นผลมาจากความเครียดในขณะนั้น (หรือปรับพฤติกรรมอื่นๆ) ในกรณีที่นอนกัดฟันบ่อยมากจริงๆ อาจจะต้องมีการใช้อุปกรณ์ครอบฟันเข้าร่วมช่วยด้วย

4. คุณอาจกำลังติดคาเฟอีน

สำหรับใครที่เป็นคอกาแฟที่กินกาแฟหลายแก้วต่อวัน แถมยังกินติดต่อกันมาเป็นเวลานาน วันไหนที่ไม่ได้กินกาแฟหรือคาเฟอีน ก็อาจจะเจออาการปวดหัวเข้าให้ คาเฟอีนเมื่อบริโภคเข้าไปจะส่งผลต่อการไหลเวียนของเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง ถ้าหากเราไม่ได้บริโภคคาเฟอีนเลยทั้งที่ปกติต้อง 3 แก้วต่อวัน พอหยุดกินกาแฟก็จะเจอปัญหาแบบนี้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของการพยายามถอนกาแฟ หรือถอนแอลกฮอล์ 

วิธีแก้ไข

ปกติแล้วการกินกาแฟไม่ควรกินมากเกินไปอยู่แล้ว ดังนั้นส่วนใหญ่คำแนะนำทั่วไปคือจะแนะนำให้พยายามหลีกเลี่ยงคาเฟอีนหรือกาแฟในช่วงบ่าย ให้กินแค่ตอนเช้าสักแก้วก็พอ แต่หากใครที่กำลังติดกาแฟอย่างหนัก ต้องกินวันละหลายๆ แก้ว ให้ลองพยายามลดปริมาณคาเฟอีนที่รับเข้าร่างกายลงเรื่อยๆ ในแต่ละแก้ว เช่น ในทุกๆ แก้วให้ผสมกาแฟที่ปราศจากคาเฟอีน หรือที่เรียกกันกว่า Decaf เข้าไปครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งก็เป็นกาแฟที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนปกติ ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็สามารถกิน Decaf ได้ ทำให้ไม่ต้องรับคาเฟอีนเข้าร่างกายเกินความจำเป็น และหายจากการอาการติดกาแฟในที่สุด

5. คุณดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือเปล่า

ทราบกันดีอยู่แล้วว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทำให้เกิดอาหารแฮงค์ ถ้าหากว่าเมื่อคืนเราเพิ่งไปปาร์ตี้กับเพื่อน หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาหล่ะก็ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเช้าวันถัดมาทำไมถึงปวดหัว อาจจะไม่ต้องถึงกับกินจนเมาถึงจะแฮงค์ได้ แค่บริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากกว่าปกติก็ทำให้เกิดอาการปวดหัวได้ เพราะแอลกฮอลก์จะทำให้ร่างกายเราขาดน้ำ มีผลกับสารสื่อประสาทต่างๆ และทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้น้อยกว่าปกติ

นอกจากนี้สำหรับคนที่มีปัญหาไมเกรนอยู่แต่เดิมด้วยแล้ว สารประกอบในแอลกอฮอล์ก็ถือเป็นศัตรูกับไมเกรนอย่างมาก ดังนั้นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะแนะนำไม่ให้ผู้ที่มีปัญหาไมเกรนดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์

วิธีแก้ไข

วิธีแก้ปัญหานั้นเรียกได้ว่าค่อนข้างง่าย ซึ่งก็คือหลีกเลี่ยงการดื่ม หรืออย่างน้อยที่สุด ก็คือดื่มได้บ้างแต่ให้รู้ว่าแค่ไหนควรพอ ไม่ใช่วัดที่ความเมาหรือไม่เมานะ เพราะบางคนไม่ต้องดื่มจนเมาก็ปวดหัวได้เช่นกัน อีกทั้งโดยมากแล้วเมื่อเราดื่มแอลกอฮอล์เราก็ล้วนจะปฏิเสธว่าเราไม่เมากันทั้งนั้นจริงไหม ดังนั้นสิ่งที่สำคัญคือให้สังเกตตัวเองว่าคุณดื่มได้มากแค่ไหน แอลกอฮอล์แต่ละประเภทอาจจะส่งผลกับร่างกายไม่เหมือนกัน บางประเภทดื่มเพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลให้ปวดหัวมากกว่าประเภทอื่นๆ บางประเภทอาจจะดื่มได้มากหน่อย แต่ไม่ทำให้ปวดหัวแต่อย่างใด เป็นต้น

6. คุณนอนมากหรือน้อยเกินไปหรือเปล่า

เราได้ยินกันบ่อยๆ อยู่แล้วว่าการพักผ่อนให้เพียงพอเป็นเรื่องที่สำคัญ เพียงพอในที่นี่หมายถึงไม่น้อยเกินไป ไม่มากเกินไป ขึ้นอยู่กับรายบุคคล แต่โดยทั่วไปแล้ว ผู้ใหญ่ควรนอนพักผ่อนประมาณ 7-9 ชั่วโมงต่อคืน (นอนเกิน 9 ชั่วโมงจะเรียกได้ว่าเป็นการนอนมาเกินความจำเป็น หรือ Oversleep)

การนอนน้อยเกินไปมีผลทำให้หัวใจทำงานหนัก ความดันเลือดสูง และทำให้เกิดความเครียดและเหนื่อยล้าสะสม เมื่อตื่นเช้าขึ้นมาก็ทำให้ปวดหัว ในขณะที่การนอนเยอะเกินไป ก็มีผลทำให้ฮอร์โมนเซราโทนิน (Serotonin) ​แปรปรวน ทำให้ปวดหัวและไม่สดชื่นตอนตื่นนอน

วิธีแก้ไข

วิธีแก้ปัญหาข้อนี้ค่อนข้างทำได้ง่าย ก็คือบังคับตัวเองให้นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ สังเกตตัวเองว่าวันที่ตื่นนอนมาแล้วรู้สึกสดชื่นไม่มีอาการปวดหัว ตัวเองนอนไปกี่ชั่วโมง เข้านอนตอนกี่โมงและตื่นตอนกี่โมง สิ่งสำคัญคือคุณภาพการนอนจะต้องดีด้วย คือนอนหลับสนิท ไม่มีอาการหลับๆ ตื่นๆ หรือมีเสียงและแสงรบกวนในขณะนอนหลับ แม้แต่การเลือกหมอนให้พอเหมาะกับการนอนเองก็สำคัญเช่นกัน ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลกับคุณภาพการนอนหลับ

7. คุณมีภาวะซึมเศร้าหรือวิตกกังวลไหม

จากการศึกษาพบว่าการปวดหัวตอนเช้าหรือหลังตื่นนอนอาจเกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้าหรือวิตกกังวล เพราะการที่อยู่ในภาวะซึมเศร้าหรือวิตกกังวลนั้น อาจส่งผลให้เกิดอาการนอนไม่หลับ หรือบางครั้งอาจทำให้นอนมากเกินไป ซึ่งจะเข้าไปเชื่อมโยงกับข้อ 6 คือการนอนมากหรือนอนเกินไป ซึ่งล้วนไม่เป็นผลดีกับสุขภาพ

วิธีแก้ไข

ถ้าคุณสงสัยว่าตัวเองอาจมีปัญหาโรคซึมเศร้าหรือวิตกกังวล ควรเข้ารับประเมินและขอคำแนะนำจากแพทย์ เพื่อให้ได้ข้อเสนอแนะที่สามารถไปปรับใช้กับชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม ซึ่งนั่นหมายถึงการพัฒนาคุณภาพการนอน และกำจัดอาการปวดหัวที่เกิดจากนิสัยการนอนที่ไม่เหมาะสมทั้งหลาย

สรุป

ถึงแม้ว่าการปวดหัวตอนเช้า หรือหลังตื่นนอน อาจจะไม่ได้ดูเป็นปัญหาที่ใหญ่มาก แต่การพยายามหาต้นตอ และพยายามแก้ไขที่ต้นเหตุ เพื่อบรรเทาให้ความถี่ในการอาการปวดหัวลดน้อยลง หรือขจัดอาการปวดหัวเหล่านี้ออกไปได้ อย่ารอช้า สุขภาพของคุณสำคัญ!