ปวดกระบอกตา

นอกจากอาการปวดหัวข้างเดียว ปวดหัวลักษณะต่างๆ หรือปวดหัวไมเกรนแล้ว อาการที่จะเกิดขึ้นต่อมาคือ อาการปวดกระบอกตาร่วมด้วย ทั้งนี้อาการปวดบริเวณตานั้นเกิดได้จากหลาย ๆ สาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพ ปัจจัยภายนอก หรือโรคต่าง ๆ

อย่างไรก็ตาม หากใครที่มีอาการปวดหัว เจ็บกระบอกตาอาจจะหมั่นสังเกตอาการตัวเองบ่อย ๆ หรือต้องเข้าพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยโรค เพื่อตรวจหาว่าปวดกระบอกตาสาเหตุคืออะไร เกิดขึ้นจากอะไร มีอการอย่างไร ตลอดจนวิธีแก้ปวดกระบอกตานั้นทำอย่างไร ซึ่งบทความนี้ก็ได้รวบรวมข้อมูลมาฝากดังนี้


ปวดกระบอกตา

อาการปวดกระบอกตา ตาพร่ามัว มีลักษณะคือ จะรู้สึกปวดบริเวณกล้ามเนื้อที่อยู่รอบ ๆ ดวงตา โดยจะรู้สึกปวดตื้อ ๆ รู้สึกตึงบริเวณดวงตาที่มาจากภายในศีรษะด้านหลัง โดยอาการเหล่านี้ สาเหตุส่วนใหญ่ที่พบมักเกิดจากการปวดตา ปวดหัวจากความเครียด กล้ามเนื้อตาหรือคอยึดตึง การจ้องจอโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์มากเกินไป

อย่างไรก็ดี เพื่อให้เห็นภาพและเข้าใจถึงลักษณะปวดกระบอกตา ปวดหัวมากยิ่งขึ้น วันนี้เราได้นำข้อมูลเกี่ยวกับกระบอกตามาฝาก ดังนี้

รู้จัก ‘กระบอกตา’ อีกหนึ่งส่วนสำคัญของดวงตา

ปวดหัวข้างซ้าย กระบอกตา

กระบอกตา คือ ส่วนสำคัญอีกส่วนหนึ่งของตา ซึ่งตามปกติแล้วตาจะมีส่วนประกอบพื้นฐาน ดังนี้

1. กระจกตา (Cornea) 

จะมีลักษณะเป็นสีใส อยู่บริเวณของตาดำ ประกอบด้วยเนื้อเยื่อทั้งหมด 5 ชั้น ซึ่งจะทำหน้าที่แตกต่างกันออกไป เช่น ปกป้องดวงตาจากการได้รับอันตราย เสริมสร้างความแข็งแรงให้ดวงตา รักษาแผลในดวงตา เป็นต้น

2. เบ้าตาหรือกระบอกตา (Eye socket)

คือ ช่องว่างภายในกะโหลกและเป็นที่อยู่ของลูกตา ซึ่งจะประกอบไปด้วยกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อต่างๆ ล้อมรอบ ซึ่งหากล้ามเนื้อเหล่านี้ยึดตึงหรือทำงานหนักก็จะส่งผลให้ปวดกระบอกตา ปวดหัว คลื่นไส้ได้

3. ม่านตา (Iris)

บริเวณม่านตานี้เองที่จะเป็นส่วนที่บ่งบอกสีตา ซึ่งขึ้นอยู่กับเชื้อชาติ กรรมพันธุ์ ทำหน้าที่ควบคุมขนาดของรูม่านตา โดยการหดตัวหรือขยายตัวของกล้ามเนื้อม่านตา

4. เลนส์แก้วตา (Lens)

เป็นส่วนที่อยู่ถัดจากม่านตา ทำหน้านี้ช่วยโฟกัสหรือปรับการมองเห็นให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งหากอายุมากขึ้นก็จะส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง

5. รูม่านตา (Pupil)

มีลักษณะเป็นรูกลม ๆ ขนาดเล็ก ทำหน้าที่ควบคุมแสง เช่น ทุกครั้งที่อยู่ในที่แดดจ้ารูม่านตาจะหดลง ทำให้แสงเข้าได้น้อย เป็นต้น 

6. น้ำวุ้นตา (Vitreous)

มีลักษณะคล้ายเจลหรือวุ้นใส ทำหน้าที่คงรูปลักษณะให้ตากลมตลอดเวลา บางรายอาจจะมีวุ้นสีดำลอยไปมาในตา นั่นหมายความว่าวุ้นในตาเสื่อมนั่นเอง


ปวดกระบอกตาเกิดจากสาเหตุใด

หากใครที่มีอาการปวดหัวไมเกรน ปวดกระบอกตามากหรือปวดหัวคิ้ว อาจจะต้องสังเกตตัวเองว่ามีสาเหตุจากอะไร แต่ส่วนใหญ่อาการปวดกระบอกตามักเกิดจากสาเหตุ ดังนี้

วิธีแก้ปวดกระบอกตา

1. โรคไมเกรนและอาการปวดศีรษะอื่นๆ

อย่างที่ทราบกันดีว่าอาการปวดศีรษะนั้นพบได้ทั่วๆ ไป ในคนทุกเพศทุกวัย โดยอาจจะแบ่งเป็นการปวดหัวแบบต่าง ๆ เช่น ปวดหัวท้ายทอย ปวดหัวบริเวณหน้าผาก เนื่องจากความเครียด ปวดหัวข้างขวาหรือซ้ายจากโรคไมเกรน อย่างไรก็ตาม 

นอกจากอาการปวดหัวข้างซ้ายหรือปวดข้างเดียว ก็ยังมีอาการปวดกระบอกตา ซึ่งนับว่าเป็นหนึ่งในอาการที่เกิดจากสาเหตุสำคัญอย่างไมเกรนและการปวดศีรษะทั่ว ๆ ไป 

2. การหดเกร็งของกล้ามเนื้อ

ผู้ป่วยบางรายอาจจะเกิดการสับสนได้ เนื่องจากอาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อบริเวณหลังคอหรือท้ายทอย หรือที่เรียกว่าเส้นคอตึงปวดหัว จะส่งผลให้เกิดอาการปวดหัวคิ้ว กระบอกตา หน้าผาก ขมับ หรือท้ายทอยแทน 

อย่างไรก็ตามการที่กล้ามเนื้อหดเกร็งจนเกิดอาการปวดต้นคอ ปวดหัว ปวดกระบอกตานั้น สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากความเครียด การนั่งทำงานในท่าที่ไม่เหมาะสม การที่กล้ามเนื้อตาทำงานหนัก เป็นต้น

3. กล้ามเนื้อตาล้า

ปัญหาที่หลาย ๆ คนพบคือ มีอาการกล้ามเนื้อตาล้า เนื่องจากวิถีชีวิตหรือลักษณะการทำงานจะต้องใช้สายตาจ้องคอมพิวเตอร์หรือจ้องจอเป็นระยะเวลานาน ตลอดจนการเล่นเกม ในขณะเดียวกันก็ใช้สายตาจ้องจอในระยะใกล้ ส่งผลเกิดอาการกล้ามเนื้อตาล้า นำไปสู่อาการมึนหัว ปวดกระบอกตาได้

4. ปัญหาค่าสายตา

ไม่ว่าจะเป็นค่าสายตาที่สั้นหรือค่าสายตาที่ยาวก็ล้วนส่งผลให้เกิดอาการปวดกระบอกตาทั้งสิ้น โดยเฉพาะในกรณีที่ค่าสายตาสั้นหรือยาวไม่เท่ากันและกรณีสายตาเอียง มาก ๆ ก็อาจจะต้องตรวจสายตาอย่างละเอียด และสวมใส่แว่นตาตามที่แพทย์แนะนำ เพื่อแก้ไขปัญหาให้ดียิ่งขึ้น

5. ผลข้างเคียงจากโรคอื่นๆ

นอกจากที่กล่าวมาในข้างต้นแล้ว อาการปวดกระบอกตา ปวดหัว คลื่นไส้ยังเกิดขึ้นได้จากโรคต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

โรคทางตา เช่น ต้อหินเฉียบพลัน เส้นประสาทตาอักเสบ (Optic Neuritis) ม่านตาอักเสบ ฯลฯ

  1. ต้อหินเฉียบพลัน : โรคนี้เกิดจากการที่ความดันภายในลูกตาพุ่งขึ้นสูง ส่งผลให้เกิดอาการปวดกระบอกตาได้
  2. เส้นประสาทตาอักเสบ (Optic Neuritis) : เกิดจากโรคเกี่ยวกับตาแบบต่าง ๆ เช่น โรคเอ็มเอส โรคแพ้ภูมิตัวเอง หรือการติดเชื้ออื่น ๆ
  3. ม่านตาอักเสบ : โรคนี้คือ การอักเสบของม่านตาและเนื้อเยื่อต่าง ๆ ในลูกตา ส่งผลให้เจ็บกระบอกตานั่นเอง

โรคทางกายภาพอื่นๆ เช่น ไซนัสอักเสบ โรคเกรฟส์ ปัญหาสุขภาพปากและฟัน

  1. ไซนัสอักเสบ : เกิดจากการติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย โรคนี้มีวิธีการรักษาแตกต่างกันออกไปขึ้อนยู่กับระดับความรุนแรงของอาการ
  2. โรคเกรฟส์ : เกิดจากการที่ทานยายับยั้งฮอร์โมนไทรอยด์มากเกินไป โดยโรคนี้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะให้คำแนะนำขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล
  3. ปัญหาสุขภาพปากและฟัน : กรณีนี้อาจเกิดจากการจัดเรียงตัวของฟันและลักษณะขากรรไกรที่ผิดปกติ และส่งผลให้ปวดกล้ามเนื้อบริเวณดังกล่าวร้าวไปจนถึงปวดกระบอกตา ปวดหัว
  4. โรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ : เกิดจากภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อทำลายตนเอง ซึ่งหากผลิตและปล่อยฮอร์โมนมากเกินไปจะส่งผลให้ปวดตาได้

6. ประสบอุบัติเหตุที่กระทบกระเทือนดวงตา

การที่ประสบอุบัติเหตุในลักษณะต่าง ๆ อาจจะส่งผลกระทบต่อดวงตา  โดยอาจจะทำให้รู้สึกปวดกระบอกตา ปวดนัยน์ตา กระจกตาถลอกหรือเป็นแผลได้


ลักษณะอาการปวดกระบอกตา

อาการปวดกระบอกตา

ส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยที่มีอาการปวดต้นคอ ปวดหัว ปวดกระบอกตา มักมีลักษณะอาการ ดังต่อไปนี้

  • ปวดแสบปวดร้อนที่เบ้าตาหรือกระบอกตา
  • ปวดตื้อ ๆ 
  • ปวดเหมือนมีแรงดันกดจากด้านหลังของศีรษะ
  • รู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ภายในตา
  • ตาพร่ามัว
  • ตาแดง
  • ตาไวต่อแสง เช่น แสงแดดจ้า แสงไฟสว่าง แสงแฟลชจากโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น

อาการปวดกระบอกตาที่ควรพบแพทย์

แม้ว่าหลาย ๆ คนจะมีอาการมึนหัว ปวดกระบอกตา แต่อาการไม่รุนแรงก็อาจจะใช้วิธีรักษาเบื้องต้นหรือวิธีป้องกันเพื่อบรรเทาอาการปวดกระบอกตา อย่างไรก็ตาม หากพบว่าตนเองมีอาการดังต่อไปนี้ก็ควรรีบพบแพทย์ เพื่อทำการตรวจรักษาทันที

  • ปวดหัวรุนแรงมากขึ้น 
  • ปวดหัวรุนแรงจนตื่นกลางดึก
  • ปวดกระบอกตา ปวดหัวบ่อยๆ พร้อมทั้งมีไข้สูงด้วย
  • ตาพร่ามัว มองเห็นไม่ชัด
  • สูญเสียการมองเห็นทั้ง 2 ข้าง
  • สูญเสียการรับความรู้สึก
  • คอแข็ง 
  • อารมณ์และพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไป
  • เวียนหัว คลื่นไส้ อาเจียน
  • เกิดอุบัติเหตุและดวงตาได้รับการกระทบกระเทือน

การวินิจฉัยอาการปวดกระบอกตา

อาการปวดกระบอกตา ปวดหัว ส่วนใหญ่อาการจะไม่รุนแรง แต่ก็ควรเข้าตรวจและวินิจฉัยอย่างละเอียด เพื่อป้องกันโรคต่าง ๆ และให้รู้เท่าทันเพื่อนทำการรักษา โดยแพทย์จะใช้วิธีวินิจฉัย ดังต่อไปนี้

ปวดกระบอกตาข้างเดียว

1. การตรวจดวงตา 

หากสังเกตตัวเองแล้วพบว่าอาการปวดหัวข้างขวา กระบอกตานั้นไม่ได้เกิดจาปัจจัยภายนอก แต่เกิดจากดวงตาโดยตรง ก็ควรรีบไปพบแพทย์ จากนั้นแพทย์จะทำการใช้ไฟส่องดูตาและส่วนประกอบต่าง ๆ ว่าทำงานได้อย่างปกติ จากนั้นจะทำการตรวจวัดสายตา เพื่อประเมินค่าสายตา ตรวจชั้นตาทั้ง 5 ตลอดจนตรวจความดันตา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ 

2. การส่องกล้องขนาดเล็ก 

วิธีจะเริ่มจากการที่แพทย์จะใช้ยาชาทาภายในจมูกของผู้ป่วย จากนั้นจะสอดท่อเล็ก ๆ ที่มีกล้องติดอยู่เข้าไปด้านใน ทั้งนี้ก้เพื่อส่องดูความผิดปกติ อาการบวม หรือไซนัส ซึ่งเป็นสาเหตุของปวดกระบอกตา ไมเกรน

3. การถ่ายภาพ 

กรณีนี้จะมีลักษณะคล้าย ๆ กับการวินิจฉัยอาการปวดหัวคลัสเตอร์ที่มีอาการปวดอย่างรุนแรง ปวดเป็นชุด ๆ และอาการปวดหัวเรื้อรัง โดยจะใช้วิธีการทำ MRI การทำ CT Scan หรือการอัลตาซาวด์ ทั้งนี้ก็เพื่อตรวจหาความผิดปกติของระบบต่าง ๆ ในร่างกายและตรวจหาสาเหตุของอาการปวดกระบอกตาอย่างละเอียด

4. การตรวจเลือด 

วิธีนี้จะใช้สำหรับอาการปวดกระบอกตาที่เกิดจากสาเหตุอื่น ๆ เช่น การตรวจหาระดับฮอร์โมนไทรอยด์ การตรวจหาสารก่อภูมิแพ้ที่ร่างกายสร้างขึ้น เป็นต้น

5. การใช้สารกัมมันตรังสีไอโอดีนรักษา 

อย่างที่ทราบกันดีว่าอาการปวดกระบอกตาเกิดจากโรคเกรฟส์หรือไทรอยด์ได้ ดังนั้นวิธีการวินิจฉัยรูปแบบนี้จะใช้สำหรับการตรวจหาโรคเกี่ยวกับไทรอยด์หรือโรคเกรฟส์โดยเฉพาะ ผ่านการใช้กล้องส่อง 

6. การตรวจทางทันตกรรม 

หนึ่งในสาเหตุของการปวดต้นคอ ปวดหัว ปวดกระบอกตา ดังนั้น แพทย์จะใช้วิธีตรวจดูขากรรไกร การเรียงตัวของฟันว่าผิดปกติหรือไม่ หากพบว่ามีความผิดปกติจะทำการรักษาขั้นตอนต่อไป


วิธีรักษาอาการปวดกระบอกตา

วิธีการรักษาอาการปวดกระบอกตานั้นจะต้องผ่านวิธีการวินิจฉัยทางการแพทย์อย่างละเอียดเสียก่อน เนื่องจากอาการปวดกระบอกตา ปวดหัวเกิดได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งวิธีรักษาก็ขึ้นอยู่กับสาเหตุนั้น ๆ โดยแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม ดังนี้

การบรรเทาอาการปวดกระบอกตาเบื้องต้น

ปวดกระบอกตานวด

วิธีรักษากลุ่มแรกนั้นคือ การบรรเทาอาการปวดกระบอกตาเบื้องต้น สามารถทำได้ด้วยตนเองผ่านวิธีง่าย ๆ ดังนี้

  • ทานยาบรรเทาอาการปวด

ยาแก้ปวดมีหลายชนิด เริ่มตั้งแต่ยาแก้ปวดหัวทั่ว ๆ ไป ยาแก้ปวดหัวไมเกรน เช่น ยากลุ่ม Triptan ช่วยบรรเทาอาการปวดหัวรูปแบบต่าง ๆ ยากลุ่ม Ergotamine ที่ทำให้เส้นเลือดมีการหดตัวลดลงตามปกติ หรือยากลุ่ม Ibuprofen หรือยาต้านอาการอักเสบไร้สเตียรอยด์ เป็นต้น

  • ประคบร้อนแก้ปวดกระบอกตา

เมื่อมีอาการปวดกระบอกตา วิธีรักษาง่าย ๆ แต่ได้ผลคือ การประคบร้อน เพียงแค่ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นหมาด ๆ หรือใช้ถุงร้อนในอุณหภูมิที่เหมาะสมประคบบริเวณกระบอกตา ก็จะช่วยให้กล้ามเนื้อบริเวณดังกล่าวผ่อนคลาย ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้ดียิ่งขึ้น

  • บริหารกล้ามเนื้อตา

วิธีบริหารกล้ามเนื้อตาทำได้ง่ายๆ เพียงเตรียมอุปกรณ์ เช่น ไฟฉายเล็กๆ แบบแท่งดินสอ 1 กระบอก ดินสอหรือปากกา 1 ด้าม หรือสิ่งของที่มีลักษณะเป็นแท่งเล็ก จากนั้นทำตามวิธีดังนี้

  1. ให้ใช้มือข้างหนึ่งถืออุปกรณ์ ยืดแขนจนสุด และตั้งอุปกรณ์บริเวณดลางจมูก 
  2. จากนั้นให้ใช้สายตาเพ่งไปดังปลายอุปกรณ์ หลับตา และลืมตามองให้เห็นเป็นภาพชัด ๆ เหมือนเดิม
  3. จากนั้นค่อย ๆ เคลื่อนอุปกรณ์เข้ามาอย่างช้า ๆ โดยพยายามมองให้เห็นเป็นภาพชัด 

หากเมื่อใดที่เห็นภาพเบลอ ภาพซ้อน ให้กลับไปทำใหม่ วิธีบริหารกล้ามเนื้อตานี้ให้ทำอย่างน้อย 20 ครั้ง

  • หยอดยา

วิธีนี้สามารถทำได้ด้วยตนเอง แต่ก่อนจะหยอดตาเพื่อไม่ให้เกิดอาการเจ็บกระบอกตา ตาแห้ง หรือรู้สึกระคายเคือง ควรรจะปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหรือเภสัชกรก่อนเสมอ

การรักษาอาการปวดกระบอกตาจากสาเหตุของโรค

ปวดกระบอกตาสาเหตุ

วิธีการรักษาอาการปวดกระบอกตากลุ่มต่อมาคือ การรักษาตามสาเหตุของโรคโดยเฉพาะ ซึ่งแบ่งได้ดังนี้

  • โรคไมเกรน

หากมีอาการปวดกระบอกตา ไมเกรน สามารถรักษาด้วยวิธีต่าง ๆ ได้หลายรูปแบบ เช่น ฝังเข็มไมเกรนตามศาสตร์ของแพทย์แผนจีนที่มีมาอย่างยาวนานและการฉีดยาไมเกรนที่ได้รับความนิยมสูง แต่อย่างไรก็ดีหนึ่งในวิธีรักษาที่เห็นผลและผลข้างเคียงน้อยที่สุด คือ การฉีดโบท็อกไมเกรน

การฉีดโบท็อกไมเกรนนั้นมีกลไกคือ จะฉีดโบท็อก (Botulinum Toxin) ชนิด A ที่มีคุณสมบัติในการคลายกล้ามเนื้อ ลดอาการยึดตึงของกล้ามเนื้อ ตลอดจนช่วยยับนั้งบริเวณปลายประสาท ซึ่งวิธีง่าย ๆ คือ แพทย์จะฉีดตามจุดต่าง ๆ เช่น ขมับ บ่า ไหล่ รอบศีรษะ หลังจากฉีดเพียง 3-5 วันก็จะเห็นผลชัดเจนและผลลัพธ์คงอยู่นานถึง 4-6 เดือนเลยทีเดียว

  • ไซนัสอักเสบ

วิธีเบื้องต้นของการรักษาจากสาเหตุโรคไซนัสอีกเสบคือ การล้างจมูกด้วยสารละลายน้ำเกลือ เนื่องจากจะช่วยลดอาการบวมและอาการคัดจมูก ทำให้แรงดันในลูกตาลดลง แต่หากมีอาการปวดหัว ปวดกระบอกตามาก แพทย์จะให้ยาเฉพาะ แต่หากอาการยังคงรุนแรง อาจจะต้องเข้าสู่ขั้นตอนของการผ่าตัด 

  • โรคเกรฟส์

ฟังชื่อแล้วอาจจะไม่คุ้นหู แต่โรคนี้ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการปวดกระบอกตา การทานยายับยั้งการผลิตฮอร์โมนไทรอย การรักษาด้วยสารกัมมันตรังสีไอโอดีน ตลอดจนการผ่าตัดต่อมไทรอยด์ เป็นต้น ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรง

  • โรคต้อหิน

ฟังชื่อแล้วอาจจะไม่คุ้นหู แต่โรคนี้ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการปวดกระบอกตา การทานยายับยั้งการผลิตฮอร์โมนไทรอย การรักษาด้วยสารกัมมันตรังสีไอโอดีน ตลอดจนการผ่าตัดต่อมไทรอยด์ เป็นต้น ขึ้นอยู่กับะดับความรุนแรง

  • โรคม่านตาอักเสบ 

วิธีนี้แพทย์อาจใช้ยาหยอดตาสเตียรอยด์ เพื่อช่วยลดอาการกระบอกตาอักเสบโดยเฉพาะ อีกทั้งยังเป็นการลดภาวะแทรกซ้อนหรือโรคอื่น ๆ ที่จะตามมาด้วย 

  • โรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ

วิธีรักษาจะคล้ายกับโรคเกรฟส์ โดยแพทย์จะจ่ายยายับยั้งการผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ รวมถึงการรักษาด้วยให้สารกัมมันตรังสีไอโอดีน ตลอดจนการผ่าตัด


ภาวะแทรกซ้อนจากอาการปวดกระบอกตา

ปวดกระบอกตา ปวดหัว

อย่างไรก็ดี หากพบว่าตนเองมีอาการปวดกระบอกตาที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงรุนแรงต้องรีบเข้ารักษา หรือมีอาการอื่น ๆ แทรกซ้อน ดังต่อไปนี้ ควรรีบพบแพทย์โดยเร็วที่สุด เพื่อตรวจหาความผิดปกติและรักษาได้อย่างเท่าทัน

  • ปวดกระบอกตาร่วมกับมีไข้ 
  • ปวดหัวอย่างรุนแรง 
  • มองเห็นภาพเบลอหรือเห็นไม่ชัดเท่าปกติ
  • สูญเสียการมองเห็นทั้ง 2 ข้าง
  • สูญเสียการรับความรู้สึก
  • การเคลื่อนไหวของส่วนใดส่วนหนึ่งในร่างกายต่างจากปกติที่เคยเป็น

ปรับพฤติกรรมป้องกันการปวดกระบอกตา

ปวดหัวข้างขวา กระบอกตา

เพื่อเป็นดูแลรักษากระบอกตาและป้องกันอาการปวดกระบอกตา ปวดหัว คลื่นไส้ เราได้รวบรวมวิธีป้องกันง่ายๆ มาฝาก ดังนี้

  • เลี่ยงอาหารกระตุ้นไมเกรน แต่เน้นทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพแทน เช่น อาหารที่มีแมกนีเซียม ไมเกรนก็จะลดลงได้ อาการปวดกระบอกตาก็จะลดลงตามไปด้วย
  • ควรพักสายตาหรือลดระยะเวลาในการใช้คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์หรือการจ้องจอ
  • หลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่ที่มีแสงจ้าหรือในพื้นที่ที่ลมแรง ซึ่งจะทำให้รูม่านตาหรือส่วนอื่น ๆ ของตาต้องทำงานอย่างหนัก
  • พักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อยเป็นเวลา 6-8 ชั่วโมง เพื่อให้ได้ฟื้นฟูร่างกายอย่างเต็มที่
  • สวมแว่นตาตามคำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
  • ทานยาไมเกรน ยาแก้ปวดหัว หรือยาตามที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ
  • ตรวจสุขภาพและตรวจดวงตาประจำปีเสมอ ๆ เพื่อไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อนหรือรู้เท่าทันสุขภาพและอาการของตนเอง
  • ออกกำลังกายเพื่อรักษาสุขภาพให้ดีอยู่เสมอ เช่น โยคะแก้ปวดหัว เดินเร็ว วิ่งเบา ๆ เป็นต้น

หากปฏิบัติตามในวิธีแก้ปวดหัวหรือวิธีป้องกันข้างต้นแล้ว ก็จะช่วยดูแลรักษาและป้องกันอาการปวดกระบอกตาได้


ข้อสรุป

ดังที่กล่าวมาในข้างต้น อาการปวดหัวพบได้ในคนทุกเพศทุกวัย เช่นเดียวกับอาการปวดกระบอกตา ดังนั้นหากใครที่กำลังเผชิญอาการดังกล่าวอยู่ อาจจะเริ่มจากปรับพฤติกรรมของตนเอง เพื่อรักษาดาวงตาให้มีสุขภาพดี หรือปฏิบัติตามวิธีแก้ปวดกระบอกตา เพื่อบรรเทาและรักษาอาการ

อย่างไรก็ตาม หากใครที่มีอาการรุนแรงหรือต้องการรักษาด้วยวิธีทางการแพทย์ก็สามารถทำได้ง่าย ๆ เช่นกัน เพียงแค่แอดไลน์ @ayaclinic หรือโทร 090–970-0447 ก็สามารถเข้าปรึกษา เข้าตรวจไมเกรน ตลอดจนนัดวันรักษากับ BTX Migraine Center ศูนย์รักษาไมเกรนเฉพาะทางที่มีมาตรฐานและปลอดภัย เพื่อบรรเทาอาการไมเกรนและบรรเทาอาการปวดกระบอกตาจากไมเกรนได้


เอกสารอ้างอิง

James Garrity. 2021. Introduction to Eye Socket Disorders. Retrieve from  https://www.msdmanuals.com/home/eye-disorders/eye-socket-disorders/introduction-to-eye-socket-disorders 

Mayo Clinic. (n.d.). Graves’ disease. Retrieve from https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/graves-disease/symptoms-causes/syc-20356240