ไมเกรนในเพศหญิง

ทำไมสาวๆ ถึงเป็นไมเกรนง่ายกว่าผู้ชาย?

ไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีเลย ที่สาวๆ ทุกคนมีสิทธิ์เป็นไมเกรนสูงกว่าผู้ชายถึง 3 เท่า!! ไมเกรนคือ อาการปวดศีรษะข้างเดียวที่เรารู้จักกันดี ซึ่งเป็นอาการที่พบร่วมได้กับตาพร่ามัว มือชา คลื่นไส้อาเจียน อ่อนเพลีย ตามความรุนแรงในแต่ละครั้งที่เป็น และหลายคนมักคิดว่ามันเกิดจากความเครียด ซึ่งก็ไม่ผิด เพราะจริงๆแล้วนอกจากความเครียดยังมีปัจจัยอื่นอีกที่กระตุ้นให้เกิดปัญหานี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้หญิงที่เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ 

ทำไมผู้หญิงวัยนี้ถึงมีความเสี่ยงมากที่สุด?

เพราะวัยเจริญพันธุ์นี้ ระบบฮอร์โมนของร่างกายจะมีการผลิตฮอร์โมน “เอสโตรเจน (estrogen)” จากรังไข่ และช่วงก่อนมีประจำเดือน 1-3 วัน ฮอร์โมนนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ยิ่งสาวๆ คนไหนมีพันธุกรรมที่สมองไวต่อสิ่งกระตุ้นมากกว่าปกติ ระดับเอสโตรเจนก็ยิ่งจะลดลงอย่างรวดเร็ว (estrogen withdrawal) จะยิ่งกระตุ้นการปวดศีรษะไมเกรนได้มากยิ่งขึ้น 

ปวดประจำเดือน

อาการของปวดไมเกรนช่วงประจำเดือนแตกต่างจากปวดไมเกรนธรรมดาอย่างไร?

หากใครที่เคยปวดไมเกรนแล้ว พอจะนึกภาพออกว่าปวดขนาดไหน และยิ่งช่วงก่อนมีประจำเดือนอาการปวดหัวก็จะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น และนานขึ้นไปอีกหลายเท่า จนไม่ต้องเป็นอันทำอะไร เรียนอยู่ก็ต้องขาด ทำงานก็ต้องลา สังเกตได้จากความไวต่อ แสง-เสียง-กลิ่น เพิ่มมากขึ้น ซึ่งบางคนมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ร่วมด้วย แถมอาการยิ่งหนักหน่วงไปพร้อมกับการปวดท้องประจำเดือนซ้ำมาอีก

รักษาอย่างไรได้บ้าง?

หากรู้ตัวว่าเริ่มมีอาการ หรือกำลังประสบกับอาการอยู่ก็ต้องนึกถึงการกินยาแก้ปวดเป็นอย่างแรก ให้ทานยาทริปแทน (triptans) หรือยาแก้ปวดในกลุ่มต้านการอักเสบ (NSAIDs) เป็นต้น แต่ด้วยความรุนแรงของไมเกรน ทำให้การกินยาแก้ปวดแบบเฉียบพลันอาจต้องกินในปริมาณมากกว่าปกติ ส่งผลต่อเนื่องอาจทำให้มีภาวะแทรกซ้อนจากการกินยาแก้ปวดเช่นโรคกระเพาะอาหารอักเสบ ในบางรายแพทย์อาจพิจารณาให้รับประทานยาคุมกำเนิดเพื่อปรับฮอร์โมนให้เป็นปกติ และแน่นอนว่าการรับประทานยาคุมกำเนิดติดต่อกันเป็นระยะเวลานานก็ส่งผลต่อการเพิ่มความเสี่ยงการเป็นเนื้องอกหรือมะเร็งเต้านมและรังไข่ หรือฝ้าที่บริเวณผิวหนังมากกว่าคนปกติ  

ยาแก้ปวดไมเกรน

แนวทางป้องกันสำหรับคนที่มีอาการรุนแรง

สาวๆ คนไหนที่รู้ตัวว่า เวลาปวดไมเกรนแล้วต้องกินยาแก้ปวดแบบเฉียบพลันแต่ก็ยังเอาไม่อยู่ สามารถใช้ยาป้องกันได้ เช่น ยาทริปแทน (triptans) ที่ออกฤทธิ์ยาว, ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs, ยาคุมกำเนิด เป็นต้น ทั้งนี้ทั้งนั้น ก่อนเลือกกินยา ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง เพราะ ยาแต่ละตัวก็มีสรรพคุณ ข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับปัจจัยของแต่ละคน ในการรับประทานยาหลายขนานก็มีผลต่อตับและไตด้วยเช่นเดียวกัน ต้องหมั่นตรวจเช็คค่าเอนไซม์ตับและไตอย่างสม่ำเสมอเพื่อระมัดระวังในการใช้ยา  

botox

สำหรับคนไข้ที่มีอาการปวดไมเกรนรุนแรง ไม่ตอบสนองต่อยาแก้ปวดหลายขนาน แพทย์จะแนะนำการรักษาแบบป้องกัน โดยการรักษาไมเกรนด้วย ‘โบทุลินัมทอกซิน’ หรือการฉีดโบท็อกซ์โดยแพทย์ระบบสมอง ที่สามารถลดอาการปวดไมเกรนได้ถึง 90% ในระยะเวลา 4-6 เดือนเลย โดยสามารถลดการกินยาแก้ปวดได้อย่างมีประสิทธิภาพ  เข้ามาปรึกษาที่เอยาคลินิก BTX migraine center เพื่อเรียกชีวิตที่มีคุณภาพกลับมากันดีกว่าค่ะ

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *