ไมเกรนรักษาหายขาดหรือไม่อาการปวดหัวที่ป้องกันได้

ไมเกรนรักษาหายขาดหรือไม่ กลายเป็นคำถามที่คาใจผู้ที่เป็นไมเกรนหลายๆ คน เนื่องจากอาการปวดตุ๊บๆ หรืออาการไมเกรนขึ้นตานั้นสร้างความรำคาญใจ ทำให้ไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบาย

บทความนี้ เราจะพาทุกคนไปรู้จักอาการปวดหัวไมเกรน คลื่นไส้ว่าคืออะไร มีวิธีการป้องกันอย่างไร พร้อมทั้งหาคำตอบรักษาไมเกรนหายขาดได้จะต้องหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นอะไรบ้างถ้าพร้อมแล้วตามไปอ่านกันต่อได้เลยค่ะ

ไมเกรนคืออะไร

ไมเกรน คือ โรคที่พบได้บ่อยเป็นอันดับ 2 ส่วนใหญ่พบมากในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยสาเหตุนั้นสามารถเกิดได้จากหลายประการ แต่ส่วนใหญ่จะมาจากพันธุกรรม การทำงานผิดปกติของหลอดเลือด รวมถึงสภาพแวดล้อมที่เป็นปัจจัยกระตุ้นให้ปวดหัว เช่น ความเครียด ความร้อน ฝุ่นควัน กลิ่นเหม็น เป็นต้น

อาการไมเกรน ที่พบในผู้ป่วยส่วนใหญ่คือ มักจะมีอาการปวดหัวข้างเดียว ปวดบริเวณข้างใดข้างหนึ่ง หรือบางครั้งก็มีอาการปวดหัวเรื้อรัง ซึ่งถ้าหากใครที่มีอาการตาลาย เห็นภาพวูบวาบบ่อยๆ ก็ถือว่ามีอาการไมเกรนขึ้นตาร่วมด้วย

ดังนั้นผู้ป่วยก็อาจจะเกิดคำถามขึ้นทันทีว่าไมเกรนรักษาหายขาดหรือไม่ ซึ่งคำตอบคือ หายได้ เพียงแต่ต้องรักษาอย่างถูกวิธีและหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นอาการปวดไมเกรน

อาการไมเกรนมีกี่แบบ

ก่อนที่จะรักษาและป้องกันไมเกรนอาการปวดหัวข้างซ้ายสลับขวาอย่างถูกวิธี จะต้องรู้จักประเภทก่อน ซึ่งสำหรับไมเกรนพบได้มากที่สุดในผู้ป่วยมีเพียง 2 แบบ ดังนี้

ไมเกรนที่มีออร่า

กลุ่มแรก พบว่าเป็นกลุ่มที่จะมีอาการผิดปกติอื่นๆ ร่วมด้วยนอกจากอาการปวดหัว เช่น มีการมองเห็นที่ผิดปกติ เห็นแสงวูบวาบ เห็นภาพซิกแซกหรือเห็นแสงระยิบระยับ แพ้แสง มองเห็นภาพต่างๆ ไม่ชัด มักมีอาการชั่วคราว 5 นาที ถึง 1 ชั่วโมงซึ่งเมื่อบรรเทาอาการแก้ปวดไมเกรน อาการจะดีขึ้นตามลำดับ

ไมเกรนที่ไม่มีออร่า

สำหรับกลุ่มที่สอง พบได้มากถึงร้อยละ 70 โดยจะมีลักษณะอาการคือ ปวดหัวข้างซ้าย ปวดข้างขวา ปวดหัวจากความเครียด ตั้งแต่ระดับเบื้องต้นไปจนถึงระดับรุนแรงมาก โดยที่ไม่มีอาการเตือน โดยอาจจะปวดยาวนานตั้งแต่ 4-72 ชั่วโมง ซึ่งเมื่อมีไมเกรน รักษาด้วยยาแก้ปวดไมเกรนจะช่วยแก้ปวดไมเกรนเร่งด่วนได้ แต่หากรักษาด้วยวิธีเบื้องต้น อาการปวดจะดีขึ้นตามลำดับ

ไมเกรนแบบมีออร่า และไม่มีออร่า

ระยะของโรคไมเกรน

ความรุนแรงของอาการไมเกรนนั้นแบ่งได้เป็น 4 ระยะ ดังนี้

ระยะที่1 อาการนำ (Prodome symtoms)

บางครั้งก่อนที่จะมีอาการปวดหัวข้างขวา ปวดบริเวณรอบศีรษะ พบว่าจะมีอาการนำล่วงหน้า 1-2 วันแรก โดยผู้ป่วยแต่ละคนก็จะมีอาการต่างกัน เช่น อารมณ์เปลี่ยนแปลงบ่อย หาวบ่อย ท้องผูก เวียนหัว รู้สึกชาหรือพูดติดขัด สับสน มึนงง
อาการเตือน หรือบอกล่วงหน้า (Aura)

ระยะที่ 2 คือ อาการเตือน (Aura)

จะเกิดจากระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งอาการเตือนเหล่านี้มักจะเกิดล่วงหน้าเป็นชั่วโมงหรือเกิดพร้อมกับอาการปวดไมเกรน เช่น แพ้แสง หรือไวต่อสิ่งเร้ามากขึ้น เคลื่อนไหวหรือพูดลำบาก มือเท้าช้า ชาครึ่งซีก เป็นต้น

ระยะมีอาการปวดศีรษะ (Headache)

ระยะต่อมาคือ ระยะของอาการปวดหัว โดยบางรายจะมีลักษณะแตกต่างกันออกไป เช่น ปวดหัวไมเกรนบ่อย ปวดหัวท้ายทอย ปวดเบ้าตา ปวดตามจุดต่างๆ เป็นต้น
ระยะหาย หรือกลับเข้าสู่สภาวะปกติ (Post drome)

ระยะที่ 4 ระยะสุดท้าย (Postdrome)

จะเกิดหลังจากมีอาการไมเกรน พบว่าจะยังคงมีอาการเวียนหัว อ่อนล้า ไวต่อสิ่งเร้า หงุดหงิดอยู่ ซึ่งแนะนำว่าให้จดจำหรือบันทึกอาการของตนเอง และพบว่าหากมีอาการนำหรืออาการเตือนอีกครั้ง และรุนแรงกว่าเดิม ให้รีบไปพบแพทย์

ทั้งนี้ ไมเกรนรักษาหายขาดหรือไม่ จะต้องสังเกตตัวเองในระยะที่ 4 เพื่อหาวิธีป้องกันและวิธีแก้ปวดหัวไมเกรนอย่างถูกต้อง หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น เพื่อให้อาการดีขึ้น

4ระยะการปวดไมเกรน_

สาเหตุของการเกิดโรคไมเกรน

  • พันธุกรรม ที่มีคนในครอบครัวผู้ป่วย
  • สิ่งกระตุ้น เช่น ความเครียด สภาพอากาสร้อน/เย็น เสียง แสง เป็นต้น
  • พักผ่อนไม่เพียงพอ นอนน้อยเกินไป
  • ทานอาหารบางประเภทเยอะหรือบ่อยเกิน เช่นของหมักดอง อาหารแปรรูปอย่างไส้กรอก แฮม เบคอน ที่มีสารไนเตรดและไนไตรต์ (NITRATES AND NITRITES)ซึ่งเป็นสารกันบูดที่ใช้ในการถนอมอาหารนั้น สามารถกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารไตตริกออกไซด์ หรือสารที่ทำให้หลอดเลือดขยายตัว ก่อให้เกิดอาการปวดศรีษะ
  • แพ้กลิ่นสิ่งต่างๆ หรือจมูกมีความไวต่อกลิ่นที่มากระตุ้น เช่น ควันบุหรี่ ดอกไม้ น้ำหอม ฝุ่น ควันไฟ เป็นต้น
  • แสงจ้า เช่น แสงแดดแรงๆ หลอดไฟฟลูออเรสเซนต์สว่างจ้า หรือเข้าไปอยู่ในที่ที่มีแสงสว่างทันที
  • บริโภคเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนมากเกินแต่กระนั้น การงดดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนทันทีเลยก็จะส่งผลต่อการกำเริบของไมเกรนได้เช่นกัน ดังนั้นควรจะจำกัดการดื่มเครื่องดื่ม เช่น ชาและกาแฟให้พอดีในแต่ละวัน เช่น 200 มิลลิกรัมต่อวันหรือ1ถ้วยกาแฟขนาดเล็ก
  • ทานอาหารให้ครบมื้อ และทานให้ตรงเวลาประจำ จะช่วยให้ระดับน้ำตาลในร่างกายคงที่เสมอ หากทานผิดเวลาบ่อย จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำเกินได้ ซึ่งจะทำให้เกิดการปวดศรีษะได้

ดังที่กล่าวมาในข้างต้น สาเหตุของอาการเกิดได้จากหลายประการ ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลและขึ้นอยู่กับปัจจัยสภาพแวดล้อมอื่นๆ ดังนี้

  • พันธุกรรม
    อาจจะเกิดจากครอบครัวเคยมีคนเป็นไมเกรน ทำให้มีกลไกทางพันธุกรรม (CGRP) มีส่วนก่อให้อาการของโรค
  • สิ่งเร้าภายนอก
    ไม่ว่าจะเป็นความเครียดจากสถานการณ์รอบตัว เครียดจากการทำงานหรือการเรียน สภาพอากาศที่ร้อนหรือเย็นจัด จนส่งผลให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน
  • พักผ่อนไม่เพียงพอ
    โดยส่วนใหญ่จะพบว่าผู้ที่มีอาการปวดหัวไมเกรน ในขณะเดียวกันหากนอนมากเกินไปก็อาจจะส่งให้ฮอร์โมนทำงานผิดปกติ เลือดไหลไปยังสมองน้อยลง จนเกิดอาการปวดหัว
  • ทานอาหารที่กระตุ้นให้เกิดอาการปวดบ่อยๆ
    ยกตัวอย่างเช่น ของหมักดอง ของทอด ไวน์แดง เนยบ่ม อาหารที่ทำจากนม ผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง อาหารที่ปรุงจากชูรสหรือน้ำตาล รวมไปถึงอาหารแปรรูปซึ่งสารไนเตรดและไนไตรต์ ที่นิยมใช้เป็นสารกันบูดถนอมอาหาร การกินอาหารเหล่านี้จะส่งผลให้หลอดเลือดขยายตัวและปวดตุ๊บๆ ได้
  • อาการแพ้ต่อสิ่งเร้าหรือไวต่อการสัมผัส
    แสงจ้า แดดแรง หรืออยู่ในที่สว่างจนส่งผลให้เกิดอาการหน้ามืด ปวดหัวไมเกรน กลิ่นที่รุนแรง เช่น กลิ่นมลพิษ กลิ่นท่อควัน กลิ่นน้ำหอม รวมไปถึงบริเวณที่มีเสียงดังรุนแรง จนทำให้เกิดอาการปวดไมเกรน
  • การดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน
    เนื่องจากจะส่งผลให้หลอดเลือดขยายตัว ระบบประสาทส่วนกลางจะกระตุ้นร่างกายให้เกิดอาการปวดหัว แต่ถ้าหากจะลดคาเฟอีนแบบกะทันหัน ก็อาจจะทำให้เกิดอาการปวดหัวได้เช่นกัน ทางที่ดีควรดื่มเครื่องดื่มคาเฟอีนในปริมาณที่เหมาะสมต่อวัน
  • ทานอาหารให้ตรงเวลาและครบทุกมื้อ
    เนื่องจากจะทำให้กลไกการทำงานและระดับน้ำตาลในร่างกายคงที่เสมอ ทั้งนี้ หากระดับน้ำตาลในเลือดต่ำจากการทานอาหารไม่เป็นเวลาและผิดมื้อจะส่งผลให้เกิดอาการปวดได้

อาการของไมเกรน

ไมเกรนรักษาหายขาดหรือไม่ จะต้องพิจารณาจากการหลีกเลี่ยงปัจจัยการกระตุ้น การแก้ไมเกรน ตลอดจนระดับอาการของโรคไมเกรน (MIGRAINE) เพื่อรักษาอย่างถูกวิธี ซึ่งอาการส่วนใหญ่ ประกอบด้วยลักษณะต่างๆดังนี้

  1. ปวดศีรษะครึ่งซีก
    อาการปวดหัวครึ่งซีกหรือปวดหัวข้างเดียว อาจจะเกิดสลับไปมาทั้ง 2 ข้าง โดยระดับการปวดจะอยู่ในระดับปานกลาง ไปจนถึงขั้นรุนแรง ยาวนานถึง 4 – 72 ชั่วโมง
  2. ลักษณะการปวดศีรษะตุ๊บๆลักษณะอาการปวดในรูปแบบนี้จะปวดตุ๊บๆ ปวดตามจังหวะของชีพจร มักจะเกิดบริเวณข้างใดข้างหนึ่ง หรือในบางรายอาจจะเกิดได้ทั้ง 2 ข้าง อีกทั้งอาการจะค่อยๆ ไต่ระดับจากอาการปวดเล็กน้อยไปจนถึงขั้นปวดระดับรุนแรง
  3. อาการปวดศีรษะมักรุนแรง และการคลื่นไส้ หรืออาเจียนร่วมด้วยเสมอบางรายที่มีอาการปวดไมเกรนรุนแรงปานกลางถึงระดับรุนแรงมาก ยังคงมีอาการ คลื่นไส้และอาเจียนร่วมด้วย โดยอาจจะเกิดขึ้นก่อนปวด ขณะปวด หรือหลังจากการปวด เป็นระยะเวลา 10-30 นาที
  4. อาการนำจะเป็นอาการทางสายตาอาการนำทางสายตา โดยพบว่าผู้ป่วยจะมีอาการเห็นแสงวูบวาบ เห็นเส้นซิกแซก หรือเห็นแสงสะท้อน ทำให้มองเห็นภาพบิดเบี้ยว ซึ่งจะเกิดขึ้นช่วง 10-20 นาทีก่อนอาการปวดหัวไมเกรน

ปัจจัยที่เป็นตัวกระตุ้นโรคไมเกรน (MIGRAINE)

เนื่องจากไมเกรน เป็นโรคที่เกิดจากลไกของพันธุกรรมและเกิดจากการที่หลอดเลือดในสมองนั้นขยายตัวผิดปกติ ทั้งนี้อาจเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าในสมอง สารเคมี ตลอดจนความไวในการตอบสนองสิ่งเร้า ซึ่งปัจจัยหรือสิ่งเร้าที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการปวดหัวมีดังนี้

  • พฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม กล่าวคือใช้ชีวิตหรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่เคร่งเครียดมากเกินไป ส่งผลให้กล้ามเนื้อเกร็ง นำไปสู่อาการปวดหัวตุ๊บๆ
  • การใช้สมองและสายตามากเกินไป เช่น การจดจ่อกับคอมพิวเตอร์ การจ้องโทรศัพท์นาน
  • การดื่มแอลกอฮอล์ คาเฟอีน หรือการสูบบุหรี่ จะส่งผลให้สารเคมีเข้าไปทำหน้าที่กระตุ้นร่างกายได้
  • นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือการนอนหลับมากเกินไป จนเลือดไม่สามารถไปเลี้ยงสมองได้ทัน
  • การกินอาหารไม่ครบ 3 มื้อ กินอาหารที่ไม่มีประโยชน์จนร่างกายขาดสารอาหาร หรือกินอาหารที่กระตุ้นการเกิดไมเกรน เช่น ไวน์แดง เนยแข็ง ช็อกโกแลต อาหารแปรรูป ผงชูรส
  • การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนอย่างกะทันหัน เช่น ช่วงมีประจำเดือน ช่วงตั้งครรภ์
  • การอยู่ในพื้นที่ที่มีแสงจ้า เสียงดัง และมีกลิ่นแรงจนไปกระตุ้นให้เกิดอาการปวดไมเกรน
  • การกินยาชนิดอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น กินยาแก้ปวดหัวติดต่อกัน กินยาคุมกำเนิด

ทั้งนี้ ไมเกรนรักษาหายขาดหรือไม่ จะต้องหลีกเลี่ยงปัจจัยการกระตุ้นในข้างต้น เพื่อป้องกันไมเกรน รวมถึงรักษาอย่างถูกวิธีร่วมด้วย

ปวดไมเกรนขนาดไหนจึงต้องพบแพทย์

โดยส่วนใหญ่พบว่าอาการปวดไมเกรนเกิดขึ้นเป็นระยะเวลา 4-72 ชั่วโมง ซึ่งบางครั้งอาจจะเกิดขึ้นถี่ๆ และในบางครั้งรุนแรงถึงขั้นกระทบต่อชีวิตประจำวัน ซึ่งหากใครที่พบว่ามีอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อตรวจโรคไมเกรนและรักษาทันที

  • ปวดรุนแรงจนไม่สามารถทนได้ไหว
  • แขนขาอ่อนแรง ชาครึ่งซีก
  • การมองเห็นผิดปกติจนส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน
  • ปวดหัวเรื้อรังเป็นระยะเวลานาน
  • มีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น มีไข้ มึนงง เวียนหัว อาเจียน

ปรึกษาแพทย์รักษาไมเกรน

โรคแทรกซ้อนของโรคไมเกรน(MIGRAINE)

เนื่องจากไมเกรน เป็นโรคที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับระบบประสาท สารเคมีในสมอง รวมถึงหลอดเลือดในร่างกาย ดังนั้น เมื่อมีอาการปวดไมเกรน ร่างกายเกิดความผิดปกติ และอาจส่งผลให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ดังนี้

โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)

สำหรับผู้ป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง อยู่ก่อนและมีอาการไมเกรนร่วมด้วย จะส่งผลให้เกิดภาวะสมองขาดเลือด เนื่องจากเลือดไม่สามารถไปเลี้ยงสมองได้ ทำให้หลอดเลือดทำงานหนักกว่าปกติ จนเกิดอาการแทรกซ้อนได้ปัญหาทางสุขภาพจิต (Mental Health Problems)
เนื่องจากอาการของไมเกรน อาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน หรืออาจทำให้ไม่สามารถใช้ชีวิตแบบปกติได้ จึงทำให้ผู้ป่วยมักมีความเสี่ยงในการเกิดปัญหาสุขภาพจิตเพิ่มขึ้นได้ ดังนี้

ซึมเศร้า

โรคซึมเศร้าเกิดจากสารเคมีในสมองไม่สมดุล ซึ่งอาจจะมีสภาพแวดล้อมหรือเหตุการณ์สะเทือนใจที่ส่งผลกระทบ โดยอาจจะมีอาการเศร้า หงุดหงิด วิตกกังวล ร่างกายอ่อนแรง ไปจนถึงขั้นคิดอยากทำร้ายร่างกายหรือฆ่าตัวตาย
โรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้ว หรือโรคไบโพลาร์ (bipolar disorder)
ไบโพลาร์เกิดได้จากทั้งทางพันธุกรรม สารสื่อประสาทในสมอง และปัจจัยกระตุ้นภายนอกคล้ายกับโรคซึมเศร้า ส่งผลให้เริ่มแรกจะเกิดอารมณ์แปรปรวน สมาธิลดลง พูดเยอะ มั่นใจเป็นพิเศษ ในช่วงต่อมาจะเริ่มมีอาการเบื่อหน่าย เบื่ออาหาร จนถึงขั้นอยากทำร้ายตนเอง

โรควิตกกังวล

โรควิตกกังวลสามารถเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น พันธุกรรม ปัจจัยกระตุ้นจากสภาพแวดล้อม หรือเหตุการณ์ที่รุนแรงต่อจิตใจ ทำให้ผู้ป่วยเกิดความกังวล เครียด คิดมาก และส่งผลต่อสุขภาพร่างกาย ความเครียด และเกิดอาการปวดหัวได้

โรคแพนิก (panic disorder)

โรคแพนิกเกิดได้จากสารในระบบประสาททำงานผิดปกติจนเกิดความไม่สมดุล พันธุกรรม ตลอดจนปัจจัยกระตุ้นภายนอก เช่น ความเครียด ความกังวล เหตุการณ์รุนแรง ทำให้ผู้ป่วยมีอาการตื่นตระหนก ตกใจแบบไม่มีสาเหตุ เหงื่อออก แน่นหน้าอก ตลอดจนหัวใจเต้นผิดปกติ

โรคไมเกรน(MIGRAINE) รักษาอย่างไร ?

ไมเกรนรักษาหายขาดหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นและการรักษาอย่างถูกวิธี ซึ่งการรักษาไมเกรน สามารถทำได้ 2 รูปแบบ ตามระดับอาการและความสะดวกของการรักษา ดังนี้

การบรรเทาอาการเบื้องต้น

การรักษาโดยการวิธีแก้ปวดหัวไมเกรนเบื้องต้น สามารถทำได้ด้วยตนเอง ดังนี้

  • ประคบเย็น
    การประคบเย็นจะช่วยแก้ปวดไมเกรนได้ โดยอาจจะนำน้ำแข็ง ผ้าเย็น หรือผ้าชุบน้ำเย็นมาประคบบริเวณรอบศีรษะหรือบริเวณที่ปวด ก็จะช่วยให้อาการปวดดีขึ้น ในขณะเดียวกันแนะนำให้นำเท้าแช่น้ำอุ่นไปพร้อมๆ กัน จะทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้ดีขึ้น ร่างกายผ่อนคลาย
  • การดื่มน้ำให้เพียงพอแม้ว่าจะเป็นน้ำเปล่า แต่จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับร่างกายได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังช่วยลดความร้อนในร่างกาย เพิ่มความสดชื่น โดยอาจจะจิบน้ำอุณหภูมิห้องปกติ วันละ 6-8 แก้วหรือในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
  • การนอนหลับพักผ่อนคลายอาการปวดวิธีรักษาไมเกรนเบื้องต้นที่ง่ายและเห็นผลได้ดี คือ การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นฟู พักผ่อน และคลายตัว ทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้อย่างปกติ เมื่อใดที่ปวดหัวให้นอนงีบสั้นๆ ก็จะช่วยได้ดี ในขณะเดียวกันก็ควรนอนให้เพียงพอ 7-8 ชั่วโมงต่อวันเป็นประจำ เพียงเท่านี้อาการปวดไมเกรนก็จะดีขึ้น

การนอนหลับให้พักผ่อน

การรักษาทางการแพทย์

นอกจากวิธีรักษาไมเกรนเบื้องต้นแล้ว หากใครที่อาการยังไม่ดีขึ้นหรือต้องการรักษาทางการแพทย์ก็มีทางเลือกในการ​​แก้ปวดไมเกรนเร่งด่วน
ที่น่าสนใจด้วยวิธีทางการแพทย์ ดังนี้

  • การทานยาไมเกรน หรือยาแก้ปวดยารักษาไมเกรน มีหลายประเภท เช่น ยาไมเกรนโทฟาโก้ หรือ Cafergot ยารักษาอาการปวด เป็นชื่อทางค้าของ Ergotamine Tartrate ออกฤทธิ์ระงับอาการปวด ยากลุ่ม Ibuprofen ตลอดจน ยา Triptan สำหรับรักษาอาการ
  • การฝังเข็มรักษาไมเกรน
    การฝังเข็มไมเกรนเป็นศาสตร์การรักษาทางแพทย์แผนจีน นิยมใช้รักษาอาการเจ็บป่วยต่างๆ ซึ่งปัจจุบันได้นำมารักษาอาการปวดหัวไมเกรน โดยส่วนใหญ่จะรักษาเพียง 8-10 ครั้งเท่านั้น อาการก็จะดีขึ้นตามลำดับ ทั้งนี้ลักษณะการฝังเข็มหรือจำนวนครั้งขึ้นอยู่กับสุขภาพร่างกายของผู้ป่วยนั้น ๆ ด้วย
  • การฉีดโบท็อกรักษาไมเกรน
    นอกจากการฉีดโบท็อก เพื่อปรับรูปหน้า ยกกระชับใบหน้า และเสริมความงามแล้ว ปัจจุบันยังมีการฉีดโบท็อกรักษาไมเกรน โดยฉีดโบท็อกไมเกรนชนิดเอ ในบริเวณบ่า หน้าผาก ต้นคอ และจุดอื่นๆ ตามคำแนะนำของแพทย์ จะช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย ภายในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งผลลัพธ์ยังคงอยู่ในระยะยาว นอกจากนี้ยังนิยมฉีดโบท็อกออฟฟิศซินโดรม เพื่อลดอาการกล้ามเนื้อเกร็งและลดอาการปวดหัวด้วยเช่นกัน

การรักษาไมเกรนทางการแพทย์

โบท็อกรักษาไมเกรนได้อย่างไร ?

การฉีดโบท็อกช่วยไมเกรนกำลังได้รับความนิยมสูงในปัจจุบัน เนื่องจากมีความปลอดภัยสูง ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาในประเทศสหรัฐอเมริกาและในประเทศไทย

กลไกการทำงานของการฉีดโบท็อกแก้ปวดจะเข้าไปทำหน้าที่ยับยั้งปลายประสาท Acetyl Choline ตัวกลางที่ทำหน้าที่ส่งความเจ็บปวดไปยังสมอง ซึ่งจะช่วยลดความเจ็บปวด คลายกล้ามเนื้อบริเวณที่เกร็งตึงหรือบริเวณที่ปวด หรือบริเวณที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ ซึ่งเป็นต้นเหตุของการที่ทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตติดขัด เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงสมองได้ทัน และนำไปสู่อาการปวดหัวนั่นเอง

ข้อดีของการโบทอกรักษาไมเกรน

การฉีดโบท็อกช่วยไมเกรนใช้ระยะเวลาเพียง 3-5 วัน อาการปวดก็จะดีขึ้น ในขณะเดียวกันผลลัพธ์ก็ยังคงอยู่ยาวนานหลายเดือน นอกจากนี้ยังมีข้อดีที่ช่วยลดอาการเจ็บปวดหัวให้กับผู้ป่วย ดังนี้

  • ลดความถี่ของการปวดไมเกรน
    ตามปกติ อาการปวดไมเกรนจะเกิดขึ้นหลายครั้งต่อวัน หรือหลายครั้งต่อสัปดาห์ โดยอาจจะเกิดจากปัจจัยกระตุ้นภายนอก ซึ่งหลังจากการฉีดโบท็อกไมเกรนจะช่วยลดความถี่ในการปวดได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ การฉีดโบท็อกเพื่อลดอาการปวด ไม่ควรฉีดถี่จนเกินไป ควรเว้นระยะอย่างน้อย 3 เดือน/ครั้ง
  • ลดความรุนแรงของอาการปวดไมเกรน
    ระดับอาการปวดไมเกรนจะแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับบุคคลนั้นๆ ซึ่งอาจจะรุนแรงในระดับที่ตื่นนอนเพราะปวดหัวหรือปวดหัวพร้อมกับมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย ซึ่งเมื่อฉีดโบท็อก Botulinum toxin ไมเกรน จะช่วยลดความลดแรงได้ในระดับหนึ่ง
  • ลดการกินยา
    อย่างที่ทราบกันดีว่า การกินยาชนิดใดชนิดหนึ่งแตกต่างติดต่อกันเป็นเวลานานจะส่งผลให้เกิดอาการดื้อยา ซึ่งจะส่งผลเสียตามมาได้ ในขณะเดียวกันการกินยาก็ช่วยลดอาการปวดหัวได้เพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น ดังนั้น การฉีดโบท็อกแก้ปวดจึงมีส่วนช่วยในการลดการกินยา เนื่องจากฉีดโบท็อกเพียงครั้งเดียวแต่ผลลัพธ์คงอยู่ระยะยาว

ข้อสรุป

คำถามที่หลายๆ คนสงสัยคือ ไมเกรนรักษาหายขาดหรือไม่ ซึ่งจากที่กล่าวมาในข้างต้นคือ ไมเกรนสามารถรักษาให้หายขาดได้ หากหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นจากภายนอกและรักษาอย่างถูกวิธี

ทั้งนี้ หากใครที่กำลังมองหาว่ารักษาไมเกรนที่ไหนดีให้ปลอดภัย มั่นใจได้ สามารถติดต่อแอดไลน์ @ayaclinic หรือโทรเบอร์ 090–970-0447 เพื่อขอคำปรึกษา เข้ารับการตรวจไมเกรน พร้อมกับจองคิวฉีดโบท็อกไมเกรน กับทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของ BTX Migraine Center ศูนย์รักษาไมเกรนเฉพาะทางที่ทันสมัยและมีเทคโนโลยีในการรักษา

เอกสารอ้างอิง
Susan Bernstein. (2022). Botox Injections for Migraine Treatment. Retrieve from https://www.webmd.com/migraines-headaches/botox-migraines