ไมเกรนผู้สูงอายุ อาการ ปัจจัยกระตุ้น และแนวทางดูแลที่ต้องรู้

ไมเกรนผู้สูงอายุที่ต้องดูแลไมเกรนในผู้สูงอายุนั้นแตกต่างจากไมเกรนในวัยรุ่น และวัยผู้ใหญ่ เนื่องจากเมื่ออายุมากขึ้นจนถึงวัยสูงอายุ ภาวะฮอร์โมนบางตัวในร่างกายจะลดลง ทำให้อาการปวดหัวไมเกรนหรือไมเกรนเรื้อรังในผู้สูงอายุนั้นจะลดความรุนแรงและความถี่ลง แต่อาการปวดหัวไมเกรนก็ยังสามารถพบได้ในผู้สูงอายุ อีกทั้งยังมีความซับซ้อนในการวินิจฉัยและการรักษาเพิ่มมากขึ้นกว่าไมเกรนเรื้อรังในวัยอื่น ๆ อีกด้วย

สารบัญบทความ

ความแตกต่างทั่วไประหว่างไมเกรนในผู้สูงอายุกับวัยรุ่น/ผู้ใหญ่

แนวโน้มการเกิดไมเกรนในผู้สูงอายุเทียบกับวัยอื่น

แนวโน้มการเกิดอาการไมเกรนในผู้สูงอายุนั้นถือว่า ความรุนแรงและความถี่จะลดลงเมื่อเทียบกับวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ เนื่องจากฮอร์โมนบางตัวในร่างกายลดลง จึงส่งผลให้อาการปวดหัวไมเกรนลดลงไปด้วย แต่การวินิจฉัยการรักษาอาการปวดหัวไมเกรนในผู้สูงอายุจะมีความซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจากผู้สูงอายุอาจมีปัญหาสุขภาพหรือโรคประจำตัวอื่น ๆ ที่ต้องใช้ยาเป็นประจำ

โอกาสของ “secondary headache” สูงขึ้นในผู้สูงอายุ

อาการปวดหัวชนิดทุติยภูมิ (Secondary headache) คือ อาการปวดหัวที่มีสาเหตุมาจากโรคหรือความผิดปกติอื่น ๆ ที่ซ่อนอยู่ มีทั้งที่เป็นอันตรายถึงชีวิต เช่น เนื้องอกในสมอง, เลือดออกในสมอง, เยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือที่ไม่รุนแรง แต่ต้องรักษาที่ต้นเหตุ เช่น ปวดหัวจากไซนัสอักเสบ, ปวดหัวจากการขาดน้ำ, หรือปวดหัวจากการใช้ยาเกินขนาด การรักษาจึงเน้นที่การแก้ปัญหาที่ต้นตอ ไม่ใช่แค่บรรเทาอาการปวดหัวเท่านั้น

อาการปวดหัวชนิดทุติยภูมิในผู้สูงอายุอาจเป็นอาการที่ต้องสังเกตและเอาใจใส่เป็นพิเศษ เพราะมักมีสาเหตุการปวดหัวซ้อนมาจากโรคอื่น ๆ ที่ร้ายแรงกว่า โดยเฉพาะหลอดเลือดขมับอักเสบ (Giant Cell Arteritis)  ซึ่งต้องรีบรักษา, เนื้องอกในสมอง, ภาวะเลือดออกในสมอง, หรือความผิดปกติของหลอดเลือดอื่นๆ รวมถึงผลข้างเคียงจากการใช้ยาและโรคประจำตัวอื่น ๆ ทำให้ต้องตรวจหาสาเหตุที่แท้จริงเพื่อวินิจฉัยและรักษาให้ตรงจุด

ไมเกรนผู้สูงอายุ

อาการไมเกรนในผู้สูงอายุ

รูปแบบอาการที่พบบ่อย

  • ปวดหัวตุ้บ ๆ อย่างรุนแรง คล้ายเส้นเลือดบีบตัว
  • อาการปวดมักรุนแรงขึ้นเมื่อทำกิจกรรม เช่น เดินขึ้นลงบันได ก้มหรือเงยหน้า
  • ปวดนาน 4-72 ชั่วโมง
  • มักปวดข้างใดข้างหนึ่ง หรืออาจปวดทั้ง 2 ข้าง 
  • มีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วย
  • ไวต่อกลิ่น กระตุ้นให้ปวดหัวได้
  • มีการมองภาพที่บิดเบี้ยว เห็นเป็นแสงวาบ ๆ แสงจ้า เห็นคล้ายเกล็ดน้ำแข็ง

อาการร่วมและความรุนแรง

  • มีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วย
  • มีไข้ และวิงเวียนศีรษะ
  • อาการปวดหัวไมเกรนรุนแรงและนานมากขึ้นจนผิดสังเกต
  • มีอาการอ่อนเพลีย แขนขาอ่อนแรง
  • สายตาพร่ามัว ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด

อาการของไมเกรน

ปัจจัยกระตุ้น (Triggers) ที่ต่างกันตามวัย

ปัจจัยกระตุ้นในวัยรุ่น/ผู้ใหญ่

  • สภาวะทางอารมณ์และร่างกาย ได้แก่ ความเครียด, การพักผ่อนไม่เพียงพอ, การใช้สายตามากเกินไป หรือ ฮอร์โมน
  • สิ่งแวดล้อม ได้แก่ แสงที่จ้าเกินไป, เสียงที่ดังจนรบกวน, กลิ่นที่ฉุนจนเกินไป และ ความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ
  • อาหารและเครื่องดื่ม ได้แก่ แอลกอฮอล์, คาเฟอีน, อาหารแปรรูป ฯลฯ
  • การใช้ยา ได้แก่ การใช้ยาไม่ตรงเวลาหรือการใช้ยาเกินขนาด

ปัจจัยกระตุ้นในผู้สูงอายุ

ไมเกรนผู้สูงอายุเกิดจากการส่งกระแสไฟฟ้าบริเวณผิวสมองผิดปกติ ทำให้ผู้สูงอายุอาจมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดไมเกรนมากยิ่งขึ้น ปัจจัยกระตุ้นที่สามารถทำให้เกิดอาการปวดหัวไมเกรนในผู้สูงอายุ ได้แก่ ความเครียด พักผ่อนน้อย การสูดกลิ่นหรือควัน แสงแดด อากาศร้อนหรือหนาวจัด รวมถึงอาหารและเครื่องดื่มบางชนิด เช่น ของหมักดอง ช็อกโกแลต คาเฟอีน หรืออาหารที่สารเติมแต่งบางชนิด

การวินิจฉัย สิ่งที่ต้องระวังเป็นพิเศษในผู้สูงอายุ

รู้จัก “red flags” และเมื่อใดควรทำภาพ (CT/MRI) หรือส่งพิเศษ

สัญญาณเตือน หรือ Red Flags คือ อาการที่เป็นบ่งชี้ว่าอาการปวดหัวนั้นอาจเป็นอันตราย ควรรีบมาพบแพทย์โดยด่วน โดยอาการจะมีดังนี้

  • ปวดหัวเฉียบพลันโดยที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
  • เริ่มปวดหัวรุนแรงครั้งแรกเมื่ออายุ 50 ปีขึ้นไป
  • มีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วย
  • มีไข้ และวิงเวียนศีรษะ
  • อาการปวดหัวไมเกรนรุนแรงและนานมากขึ้นจนผิดสังเกต
  • มีอาการทางระบบประสาทร่วม ได้แก่ แขนขาอ่อนแรง, สายตาพร่ามัว, ปากเบี้ยว และ พูดไม่ชัด
  • เป็นอาการปวดหัวที่เกิดขึ้นกับผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว เช่น โรคมะเร็ง ความดันโลหิตสูง เบาหวาน อัมพฤกษ์

สำหรับผู้ที่มีสัญญาณเหล่านี้ ถือว่ามีความเสี่ยง อาจเป็นสัญญาณของปัญหาสมองที่ร้ายแรงกว่าไมเกรน ควรรีบพบแพทย์ ทำภาพ CT/MRI ถึงแม้ว่าไมเกรนจะไม่ใช่สาเหตุหลัก แต่การตรวจภาพเหล่านี้ (โดยเฉพาะ MRI ที่ละเอียดกว่า) ช่วยตัดโรคอื่นออกได้

วินิจฉัยแยกโรคสำคัญ

โรคที่ต้องวินิจฉัยแยก (Secondary Headaches) สำหรับผู้สูงอายุที่มีอาการปวดหัวไมเกรนเรื้อรัง

  • โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) โดยเฉพาะสมองส่วนหลัง (Posterior Circulation Stroke) อาการมักเกิดเฉียบพลันร่วมกับอาการทางระบบประสาท เช่น แขนขาอ่อนแรง, สายตาพร่ามัว, ปากเบี้ยว, พูดไม่ชัด และ เวียนหัวรุนแรง
  • เลือดออกในสมอง (Intracranial Hemorrhage) เช่น เลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง (Subarachnoid Hemorrhage) มักปวดหัวรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยเป็นมา
  • เนื้องอกในสมอง (Brain Tumor) อาการจะค่อย ๆ แย่ลง, มักปวดตอนเช้า และ มีอาการทางระบบประสาทร่วมด้วย เช่น แขนขาอ่อนแรง, สายตาพร่ามัว, ปากเบี้ยว และ พูดไม่ชัด
  • หลอดเลือดแดงอักเสบเซลล์ยักษ์ (Giant Cell Arteritis – GCA) พบในผู้สูงอายุ มักมีอาการปวดหนังศีรษะ, ขากรรไกรปวดเวลาเคี้ยว, การมองเห็นผิดปกติ ร่วมกับปวดศีรษะ
  • ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Apnea) อาจทำให้ปวดศีรษะตอนเช้าได้
  • การติดเชื้อ (Infection) เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis) อาการรุนแรงมีไข้ คอแข็ง สับสน

อาการปวดหัวแบบred flags

การรักษาและการจัดการที่สำคัญสำหรับผู้สูงอายุ

การรักษาและการจัดการอาการปวดหัวไมเกรนหรือไมเกรนเรื้อรังสำหรับผู้สูงอายุจะต้องสังเกตและเอาใจใส่เป็นพิเศษ เนื่องจากไมเกรนเรื้อรังในผู้สูงอายุมักมีสาเหตุการปวดหัวซ้อนมาจากโรคอื่น ๆ ที่ร้ายแรงกว่า การวินิจฉัยและการรักษาจึงจะแตกต่างจากไมเกรนเรื้อรังในวัยรุ่นหรือไมเกรนในวัยผู้ใหญ่อย่างสิ้นเชิง

การรักษาเฉียบพลัน (Acute treatment)

ทางเลือกการรักษาที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นสำหรับผู้สูงอายุ คือ การรักษาเฉียบพลัน (Acute treatment) 

  • Ditans (lasmiditan) คือ ยาทานที่ออกฤทธิ์กับตัวรับเซโรโทนินชนิดใดชนิดหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการปวดหัว พบที่เส้นประสาทแต่ไม่พบที่หลอดเลือด ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากอาจทำให้เกิดอาการวิงเวียนศีรษะ และมีคำเตือนให้หลีกเลี่ยงการใช้ก่อนขับรถเป็นเวลา 8 ชั่วโมง
  • Gepants (rimegepant, zavegepant, ubrogepant) โดย Rimegepant และ ubrogepant เป็นยาใช้ทาน ส่วน zavegepant เป็นสเปรย์พ่นจมูก ทั้งสามการรักษามีเป้าหมายที่สารสื่อประสาทที่เรียกว่า CGRP ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการบรรเทาอาการปวดไมเกรน
  • อุปกรณ์ปรับระบบประสาท (Nerivio, Cefaly, Relivion, gammaCore, SAVI Dual) อุปกรณ์เหล่านี้ส่งกระแสไฟฟ้าหรือแม่เหล็กเพื่อลด กำจัด หรือป้องกันอาการไมเกรน อุปกรณ์เหล่านี้สวมใส่หรือยึดไว้กับส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเพื่อปรับ เส้นประสาทหรือบริเวณสมองและระบบประสาทที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการไมเกรน แต่ข้อควรระวัง คือ ห้ามใช้ในผู้ที่ฝังอุปกรณ์ไฟฟ้าในร่างกาย (เช่น pacemaker) หรือมีโรคหัวใจ/หลอดเลือดบางชนิด
  • การบล็อกเส้นประสาท : การบล็อกเส้นประสาทส่วนปลายดำเนินการโดยแพทย์ผู้ฉีดยาชาเฉพาะที่หรือยาชา เช่น ลิโดเคน (lidocaine) หรือ บูพิวาเคน (bupivacaine) ในปริมาณเล็กน้อยรอบ ๆ เส้นประสาทเพื่อบรรเทาอาการปวด ยาเหล่านี้อาจออกฤทธิ์เร็ว แต่ก็อาจช่วยบรรเทาอาการปวดได้นานหลายวัน หลายสัปดาห์ หรือหลายเดือน

การป้องกัน (Preventive therapy)

  • วิตามินและอาหารเสริม (แมกนีเซียม ไรโบฟลาวิน โคเอนไซม์คิว 10) โดยวิตามินและอาหารเสริมบางชนิดอาจช่วยลดความถี่และความรุนแรงของอาการปวดหัวไมเกรนได้
  • แคนเดซาร์แทน คือ ยาลดความดันโลหิตชนิดหนึ่งที่มักใช้เพื่อป้องกันไมเกรน
  • Gepants (atogepant, rimegepant) การใช้ยาทานโดยพุ่งเป้าไปที่สารสื่อประสาทที่เรียกว่า CGRP ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องในการเกิดอาการปวดหัวไมเกรน
  • อุปกรณ์ปรับระบบประสาท (Nerivio, Cefaly, gammaCore, SAVI Dual, HeadaTerm 2) โดยอุปกรณ์เหล่านี้ส่งกระแสไฟฟ้าหรือแม่เหล็กเพื่อลด กำจัด หรือป้องกันอาการไมเกรน อุปกรณ์เหล่านี้สวมใส่หรือยึดไว้กับส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเพื่อกระตุ้นเส้นประสาทหรือบริเวณสมองและระบบประสาทที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการไมเกรน
  • การบล็อกเส้นประสาท : การบล็อกเส้นประสาทส่วนปลายต้องดำเนินการโดยแพทย์ผู้ฉีดยาชาเฉพาะที่ เช่น ลิโดเคนหรือบูพิวาเคน ในปริมาณเล็กน้อยรอบ ๆ เส้นประสาทเพื่อบรรเทาอาการปวด ยาเหล่านี้อาจออกฤทธิ์เร็ว แต่ก็อาจช่วยบรรเทาอาการปวดได้นานหลายวัน หลายสัปดาห์ หรือหลายเดือน
  • การฉีดสารคลายกล้ามเนื้อรักษาไมเกรน สำหรับการฉีดสารคลายกล้ามเนื้อรักษาไมเกรนนั้นได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยา (FDA) สำหรับรักษาไมเกรนเรื้อรังในผู้ใหญ่ การรักษาประกอบด้วยการฉีดสารคลายกล้าม จำนวน 31 จุด เข้าสู่กล้ามเนื้อบริเวณสำคัญ ๆ ซึ่งสามารถเห็นผลได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ฉีด ภายในระยะเวลา 3 – 5 วัน และสามารถช่วยรักษาอาการปวดให้บรรเทาลง มีผลยาวนานถึง 3 เดือน โดยจากผลการวิจัยพบว่า สามารถที่จะลดอาการปวดได้สูงสุดถึง 70%
  • การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้ชีวิต เช่น พยายามหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นอาการปวดหัวไมเกรน พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อลดความรุนแรงและความถี่ของอาการปวดหัวไมเกรน

ปัญหาการจัดการการใช้ยาซ้อนกัน

ปัญหาการจัดการยาซ้อนกัน (Polypharmacy) สำหรับอาการปวดหัวไมเกรนในผู้สูงอายุเกิดจากร่างกายของผู้สูงอายุตอบสนองยาต่างไป โดยมีโรคประจำตัวและยาอื่น ๆ ที่ใช้ประจำอยู่แล้ว ทำให้เสี่ยงเกิดปฏิกิริยาระหว่างยา อาจมีผลข้างเคียงรุนแรง (ไต, ตับ, ทางเดินอาหาร, หัวใจ) และการใช้ยาแก้ปวดบ่อยเกินไปอาจทำให้เกิดอาการปวดหัวจากการใช้ยามากเกินขนาด (MOH) ซึ่งจะมีความซับซ้อนขึ้นไปอีก โดยมีข้อควรระวังเรื่องยาขยายหลอดเลือด, ยาโรคหัวใจ และการเลือกยาป้องกันไมเกรนที่เหมาะสมกับโรคร่วม เช่น ความดัน, ซึมเศร้า, ต้อหิน

แนวทางไม่ใช้ยา (Non-pharmacologic)

สำหรับผู้สูงอายุ แนวทางไม่ใช้ยาไมเกรนจะเน้นไปที่การปรับพฤติกรรมและจัดการสิ่งแวดล้อม เช่น จัดการความเครียด ทำสมาธิ ออกกำลังกายเบา ๆ อย่างสม่ำเสมอ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอและเป็นเวลา ทานอาหารให้ตรงเวลา หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นต่าง ๆ และใช้เทคนิคบรรเทาเฉพาะหน้า เช่น การประคบเย็นหรืออุ่น, นวดคลายกล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่, และการพักผ่อนในที่สงบ เพื่อลดความถี่และความรุนแรงของอาการ

อีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้สูงอายุที่ต้องการแนวทางการรักษาที่ไม่ใช่ยา ได้แก่ การฉีดสารคลายกล้ามเนื้อรักษาไมเกรน ซึ่งเป็นการรักษาโดยการฉีดสารคลายกล้าม จำนวน 31 จุด เข้าสู่กล้ามเนื้อบริเวณสำคัญ ๆ เป็นวิธีการที่เห็นผลลัพธ์ตั้งแต่ครั้งแรกที่ฉีด ภายในระยะเวลา 3 – 5 วัน ช่วยรักษาอาการปวดหัวให้บรรเทาลง มีผลยาวนานถึง 3 เดือน  โดยจากผลการวิจัยพบว่า  การฉีดสารคลายกล้ามเนื้อรักษาไมเกรนสามารถที่จะลดอาการปวดได้สูงสุดถึง 70%

การติดตามผลและแนวทางปฏิบัติ

การติดตามและจัดการไมเกรนในผู้สูงอายุมุ่งเน้นไปที่การปรับยาอย่างระมัดระวัง, สังเกตผลข้างเคียง, หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น, และใช้แนวทางการปรับพฤติกรรมร่วมด้วย (เช่น การพักผ่อน, ออกกำลังกายเบา ๆ, จัดการความเครียด) โดยจำเป็นต้องให้ความสำคัญและเอาใจใส่กับการประเมินโรคร่วมในผู้สูงอายุ และปรึกษาแพทย์อย่างสม่ำเสมอก่อนใช้ยาเสริม หรือยาใหม่ ๆ เพราะผู้สูงอายุมีความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงยาสูงกว่า

ติดตามและประเมินอาการไมเกรน

  • บันทึกอาการ เพื่อจดบันทึกความถี่, ความรุนแรง, ระยะเวลา, ยาที่ใช้, และปัจจัยกระตุ้น
  • ประเมินยา ตรวจสอบการใช้ยาแก้ปวดบ่อยเกินไป (อาจทำให้ปวดศีรษะจากการใช้ยาเกินขนาด – MOH)
  • ตรวจโรคประจำตัว เช็คความดันโลหิตและปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจร่วมด้วย
  • สังเกตผลข้างเคียงยาที่ใช้ประจำ เพื่อระมัดระวังผลข้างเคียงจากยา เช่น ง่วงซึมหรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ

สัญญาณที่ต้องพบแพทย์ด่วน

  • ปวดหัวเฉียบพลันแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
  • เริ่มปวดหัวรุนแรงครั้งแรกเมื่ออายุ 50 ปีขึ้นไป
  • มีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วย
  • มีไข้ และวิงเวียนศีรษะ
  • อาการปวดหัวไมเกรนรุนแรงและนานมากขึ้นจนผิดสังเกต
  • มีอาการทางระบบประสาทร่วม ได้แก่ แขนขาอ่อนแรง, สายตาพร่ามัว, ปากเบี้ยว และ พูดไม่ชัด
  • เป็นอาการปวดหัวที่เกิดขึ้นกับผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว เช่น โรคมะเร็ง ความดันโลหิตสูง เบาหวาน อัมพฤกษ์

รักษาไมเกรนเรื้อรังแพทย์สมอง

ข้อสรุป

สำหรับไมเกรนเรื้อรังในผู้สูงอายุจะต้องสังเกตและเอาใจใส่กับโรคร่วมเป็นพิเศษ เนื่องจากอาการปวดหัวในผู้สูงอายุนั้นอาจมีสาเหตุการปวดหัวซ้อนมาจากโรคอื่น ๆ อีกทั้งยังมีความซับซ้อนในการวินิจฉัยและการรักษาเพิ่มมากขึ้นกว่าไมเกรนเรื้อรังในวัยอื่น ๆ อีกด้วย จึงจำเป็นต้องมีการวินิจฉัยแยกโรคสำคัญสำหรับผู้สูงอายุที่เป็นไมเกรนเรื้อรัง และอาจต้องระมัดระวังแนวทางการรักษา เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบหรือผลข้างเคียงต่อโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ

แอดไลน์